วารสารการเงินธนาคาร
CEO : ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ปฐมา จันทรักษ์

กรรมการผู้จัดการใหญ่

บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

 

เปิด 3 ภารกิจยักษ์ฟ้าไอบีเอ็ม

ปั้นคนดิจิทัลสวนกระแส Disruption

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วงการไอทีในประเทศไทยมีชื่อของผู้บริหารหญิงมากความสามารถ นั่นคือ “ปฐมา จันทรักษ์” ก่อนที่จะอำลาประเทศไทยไปทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกในประเทศอเมริกา วันนี้ปรากฏชื่อของเธออีกครั้ง โดยเข้ามารับตำแหน่ง ซีอีโอ ของค่าย “บิ้กบลู” หรือ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย โดยเป็นการกลับมาในจังหวะที่คลื่น Digital Disruption กำลังส่งผลกระทบไปทุกอุตสาหกรรม

            ปฐมา ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอของ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย คนที่ 20 และเป็นคนแรกที่ไม่ได้มาจากรั้วยักษ์ฟ้าแต่แรกเริ่ม นับเป็นครั้งแรกที่ไอบีเอ็มเปิดโอกาสให้มีมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาร่วมงานในองค์กรที่มีประวัติยาวนานถึง 107 ปี มีโซลูชั่นทางด้านไอทีที่ครบวงจร ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม การกลับมาครั้งนี้ จึงท้าทายความสามารถของเธออย่างมาก

            การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ในหลายประเด็น เริ่มจาก แนวโน้มของ Digital Disruption ในปี 2562 องค์ประกอบสำคัญที่องค์กรธุรกิจไทยจำเป็นต้องมี ภาพของธุรกิจธนาคารในต่างประเทศ และ 3 ภารกิจของไอบีเอ็มประเทศไทย ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรดิจิทัล

 

Digital Disruption ไม่มีวันหยุดพัก

เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงขององค์กรธุรกิจ

          ปฐมา เริ่มให้สัมภาษณ์กับ การเงินธนาคาร ว่า โลกธุรกิจยังคงได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ “Digital Disruption” ซึ่งเกิดขึ้นกับทุกอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีหลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับผลกระทบรุนแรงก็ถึงขั้นที่ธุรกิจล้มหายไป องค์กรหลายแห่งที่อันดับ Fortune 2,000 หายจากอุตสาหกรรมไปถึงครึ่งหนึ่ง

            และในปี 2562 ผลกระทบนี้จะยังคงมีต่อไป เพราะ Disruptive Technology นั้นเกิดขึ้นทุกวัน ใครที่เห็นโอกาสและคว้าเอาไว้ได้ก่อน ก็จะสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาล โดยเทคโนโลยีอย่าง Artificial Intelligence, Cloud, Blockchain ไปจนถึง Quantum Computing ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากกับทุกธุรกิจ

            ซีอีโอยักษ์สีฟ้ามองไปที่ 3 อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะพบกับผลกระทบรุนแรง นั่นคือ 1. ธุรกิจค้าปลีก 2. ธุรกิจธนาคาร และ 3. อุตสาหกรรมการผลิต ครอบคลุมไปถึงธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในรูปแบบของ Business to Consumer (B2C) เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านของการใช้ชีวิต และการจับจ่ายใช้สอยที่เปลี่ยนขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่หากดูความพร้อมขององค์กรธุรกิจในด้านของการเตรียมการเพื่อรับมือ Disruptive Technology นั้น ยังถือว่า “ไม่พร้อม” เมื่อเทียบกับผลกระทบที่กำลังเกิดในอนาคต

            “ธุรกิจที่โดนผลกระทบจาก Digital Disruption มีผลมาจาก 3 ปัจจัยคือ 1. ขาดคนขับเคลื่อนเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กร เพราะแค่บทบาทของ CIO อาจจะไม่เพียงพออีกแล้ว 2. ขาดความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่โลกดิจิทัล 3. วัฒนธรรมองค์กร ที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดการใช้โอกาสจากเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งหากองค์กรใดที่ไม่มี 3 เรื่องนี้จะได้รับผลกระทบจากคลื่นดิจิทัลอย่างแน่นอน”

            ปฐมาอธิบายว่า องค์กรธุรกิจจำเป็นจะต้องเข้าใจกระแส Digital Disruption เข้าใจความพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ซึ่งในอดีตเคยได้เงินจากค่าธรรมเนียม แต่ปัจจุบันรายได้เหล่านี้ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ธนาคารจึงต้องหันไปมุ่งเน้นสร้างรายได้จากการปล่อยสินเชื่อ หรือการแนะนำการลงทุนให้กับลูกค้าในช่องทางต่างๆ ขณะที่ธนาคารในต่างประเทศนั้น มีการเก็บค่าธรรมเนียมจากการใช้บริการสาขาด้วยตรงนี้ถือเป็นการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน

            ส่วนประเด็นของพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาตอบโจทย์ ซึ่งองค์กรธุรกิจควรต้องสำรวจตัวเองว่า มีเทคโนโลยีรองรับความต้องการแล้วหรือยัง ขณะที่การลงทุนเพื่อวางรากฐานทางด้านดิจิทัลจะต้องทำในระยะยาว มีแผนงานชัดเจน ไม่ใช่แค่การลงทุนระยะสั้นตามกระแสของโลกธุรกิจ อีกเรื่องสำคัญคือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของบุคลากรในองค์กรให้พร้อมรับกับเทคโนโลยีด้วย นี่คือ ความท้าทายสำคัญของคนที่รับบทบาทผู้นำองค์กรที่จะต้องขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางกระแส Digital Disruption

            สำหรับคำถามว่า จะเป็นอย่างไร ถ้าธนาคารผันตัวเองไปเป็นบริษัทเทคโนโลยี ทำหน้าที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ปฐมามองเรื่องนี้ว่า แม้ว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญ แต่ธนาคารไม่สามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นบริษัทเทคโนโลยีได้ เพราะหัวใจสำคัญของธุรกิจธนาคาร คือการให้บริการทางการเงิน สิ่งที่ธนาคารปรับใช้ได้คือเทคโนโลยี และรูปแบบวิธีคิดใหม่ๆ โดยทั้งหมดจะต้องอยู่บนพื้นฐานของผู้ใช้หรือบุคลากรภายใน ยิ่งวันนี้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น หากไม่คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ อาจทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาดได้

            ปฐมาบอกว่า ความท้าทายของอุตสาหกรรมธนาคารในขณะนี้ คือการที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมลดลง ประกอบกับมีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาแข่งขันการให้บริการทางการเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ e-Wallet เว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ ไปจนถึงร้านกาแฟ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีเงินสดในระบบจำนวนมาก และไม่ต้องให้ดอกเบี้ยกับผู้ใช้ วันนี้ธนาคารจึงต้องส่งบริการทางการเงินมากมายขึ้นบนแพลตฟอร์มโมบายล์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้ในวงกว้าง มีการใช้เทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า นั่นก็เพื่อให้ธนาคารสามารถที่จะส่งมอบบริการและประสบการณ์ได้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด

            “Digital Disruption นั้นเกิดขึ้นทุกวัน ธนาคารใหญ่ๆ หลายแห่งในอเมริกาตกที่นั่งลำบากมาก กลับกันธนาคารเล็กๆ ที่ไม่มีสาขาเลยแต่ทำกำไรได้มากกว่า เพราะไม่มีต้นทุนทางด้านสาขา การเปิดบัญชี การทำธุรกรรม หรือทำบัตรต่างๆ ก็ไม่มีค่าธรรมเนียม แถมยังมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงเครดิตที่แน่นหนามาก ทำให้ผู้ใช้หันมาเลือกใช้บริการธนาคารที่เป็นดิจิทัลมากกว่า”

 

ติดตามคอลัมน์ CEO  ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2562 ฉบับที่ 441 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 
และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking