Good Living for Aging Society
Senior Co-housing ชวนเพื่อนมาชราในรั้วบ้านเดียวกัน

เกษียณโสด ไม่ต้องกลัวเหงาอีกแล้ว เพราะเราจะมาชราอยู่ในรั้วบ้านเดียวกัน ตามแนวคิดของ Co-housing แต่เราจะไม่ได้เป็น Co-housing แบบธรรมดาๆ เพราะเราจะเป็น Senior Co-housing ที่น่าจะมีความสุขกว่าการอยู่ “บ้านพักคนชรา” หรือ Retirement Community ที่ไม่ได้สนิทสนมกัน

 

          ถ้าจะหาใครสักคนในประเทศไทยที่อธิบายแนวคิดเรื่อง Senior Co-housingได้อย่างลึกซึ้งที่สุด ก็คงต้องเป็น นายแพทย์สันต์ ใจยอดศิลป์หรือ “คุณหมอสันต์” ศัลยแพทย์หัวใจ อดีตผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพญาไท2ซึ่งปัจจุบันเกษียณแล้วมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์Wellness We Care Center อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพราะคุณหมอสันต์บอกว่า มี Passion เกี่ยวกับที่พักสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนในวัยเกษียณมาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็น “หมอฝึกหัด” จนกระทั่งวันนี้มีโครงการ Senior Co-housing เกิดขึ้นจริงแล้ว 2 โครงการ ใช้ชื่อว่า COHO1 และCOHO2

          (ถือเป็นโชคดีที่มีโอกาสได้คุยกับคุณหมอเพียงไม่กี่วันก่อนที่คุณหมอจะเดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศนานถึงหนึ่งเดือน และตลอดหนึ่งเดือนนี้คุณหมอจะปิดโทรศัพท์ ปิดหน้าจอ งดรับข่าวสารทุกชนิด...นี่สินะการพักผ่อนในวัยเกษียณที่แท้จริง) เป็นเพราะ คุณหมอสันต์ สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่วัยหนุ่มทำให้มีโอกาสได้เห็น “ข้อดี” และ “ข้อด้อย” ของที่พักสำหรับผู้สูงอายุรูปแบบต่างในต่างประเทศ เหมือนที่คุณหมอเขียนไว้ว่า... ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Continuous Care Retirement Community (CCRC) หรือรูปแบบ Nursing Home หรือรูปแบบเจาะลึกปัญหาเฉพาะเช่น บ้านพักสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทั้งบ้านพักเพื่อคนยากจนหรือมั่งมี รวมทั้งหมู่บ้านเกษียณของพวกเศรษฐีแถบปาล์มสปริง

“ทุกครั้งที่ไปดูที่ไหน ความรู้สึกคล้ายๆกันที่เกิดขึ้นตอนจบก็คือนี่ช่างเป็นอะไรที่เศร้าสร้อยหงอยเหงาเสียจริง สิ่งที่คนสูงอายุในสถาบันดูแลเหล่านั้นเจอเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นสถาบันหรูเริดอลังการขนาดไหนก็คือ ความซึมเศร้า ความเหงา รู้สึกโดดเดี่ยว จนบางครั้งผมสงสัยว่าที่อยู่อาศัยสำหรับคนวัยทองเนี่ยมันเป็นสวรรค์หรือเป็นปากทางไปสู่นรกแบบที่ฝรั่งเรียกว่า gate to hell กันแน่”

 

          จนกระทั่งคุณหมอมาเจอกับแนวคิดเรื่อง Senior Co-housing (แต่ก่อนจะเล่าถึงแนวคิดเรื่อง Senior Co-housing คุณหมอย้ำนักหนาว่า “ไม่ต้องโฆษณาตัวโครงการ” เพราะโครงการนี้อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน)

 

Senior Co-housing คืออะไร

คุณหมอสันต์ นิยาม Senior Co-housing ไว้ว่า หมายถึง รูปแบบชุมชนที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ โดยคนที่วางแผนจะอยู่อาศัยเป็นผู้ที่รู้จักกันมาก่อน หรือมาทำความรู้จักกันก่อนเข้ามาอยู่ร่วมกัน เมื่อรู้จักกัน ตกลงกันในทิศทางหลักของชุมชนที่จะจัดตั้งขึ้นได้แล้ว จึงลงขันกันสร้างชุมชน ซึ่งมีลักษณะจำเพาะ ดังนี้

 

                     1. สมาชิกอยู่ในนั้นไปตลอดชีพ โดยไม่ต้องย้ายไปไหน (age in place) เรียกว่าแก่และตายที่นั่น

                     2. เป็นสังคมที่ดูแลกันและกัน (co-care)

                     3. ร่วมกันออกแบบ โดยมุ่งเน้นให้คนสูงอายุอยู่ง่าย และให้เอื้อต่อวิถีชีวิตชุมชน

                     4. ทุกคนเป็นเจ้าของบ้านของตัวเอง มีพื้นที่ส่วนตัว

                     5. ในขณะเดียวกันก็ต้องมีพื้นที่ใช้งานร่วม รวมทั้งที่พักสำหรับผู้ดูแลคนสูงอายุ (Caregiver) ซึ่งใช้ร่วมกัน

                     7. ตัดสินใจเรื่องของชุมชนร่วมกัน ไม่มีใครเป็นใหญ่

                     8. สมาชิกไม่มีใครหากินกับชุมชนของตัวเอง ทุกอย่างที่ทำให้ชุมชน เป็นงานจิตอาสา

 

แนวคิดของ Senior Co-housing ที่ประสบความสำเร็จ

                ในต่างประเทศมีที่พักอาศัยตามแนวคิด Co-housing อยู่จำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ ซึ่ง คุณหมอสันต์ บอกว่า เราสามารถนำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาทำให้เกิด Senior Co-housing ที่เหมาะสมได้ โดยคุณลักษณะในเบื้องต้น ดังนี้

                     1. จำนวนหน่วยที่เหมาะสมคือ 15-25 ยูนิต ไม่มากไม่น้อยกว่านี้ เพราะ “ถ้าผู้สูงอายุเกินกว่า 30 คน มาอยู่ด้วยกัน จะเริ่มพูดกันไม่รู้เรื่อง ถ้าจะให้ดีควรจะมีแค่ 10-15 คน”

                     2. จำนวนผู้อาศัยจริงเฉลี่ยต่อยูนิต โดยมากจะอยู่คนเดียว โดยสถิติในยุโรปและอเมริกา อยู่ที่ 1.3 คนต่อยูนิต

                     3. Co-housing ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ให้รถยนต์เข้าไปวิ่งในชุมชนหรือไม่ให้วิ่งไปจอดถึงตัวบ้าน แต่ทำที่จอดรถรวมแล้วให้ผู้พักอาศัยเดินไปตามถนนเล็กภายใน เพื่อให้ได้พบปะทักทายกัน

                     4. Co-housing ที่ประสบความสำเร็จ ออกแบบให้ด้านหน้าของตัวบ้านเป็นส่วนชีวิตชุมชน หันหน้าเข้าหาถนนทางเดินภายในมีระเบียงหน้าบ้านที่กว้างพอจับกลุ่มนั่งคุยกันได้ ระยะจากประตูห้องของบ้านหลังหนึ่ง ไปหาประตูของบ้านอีกหลังหนึ่งที่ฝั่งตรงข้ามถนน ต้องอยู่ระหว่าง 6-12 เมตร เพื่อไม่ให้ใกล้จนเสีย ความเป็นส่วนตัว แต่ก็ไม่ไกลจนสื่อสารลำบาก

                     5. มีจุดพักผ่อนสังสรรค์ในรูปแบบของม้านั่งยาว โต๊ะสนาม หรือลานชมวิว

                     6. ระบบแสงสว่างของชุมชนต้องสว่างและโปร่ง ไม่มืดทึบ จะช่วยลดอุบัติเหตุจากการลื่นตกหกล้ม

                     7. ด้านหลังบ้านออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว มีสวนส่วนตัว (แต่พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่แต่ด้านหน้าบ้าน)

                     8. Co-housing ที่ประสบความสำเร็จ ตัวยูนิตพักอาศัยเป็นอาคารชั้นเดียว พื้นราบ ไม่เล่นระดับ และมีการออกแบบโดยใช้หลักที่พักผู้สูงอายุ เช่น ประตูห้องน้ำกว้างพอรับวีลแชร์ได้ และเป็นแบบเปิดออกพื้นห้องน้ำต้องราบเรียบทางเดินในบ้านโล่ง เรียบตลอด ผนังสองข้างทางเดินมีราวเกาะ

                      9.หลีกเลี่ยงการมีห้องนอนแขกในตัวยูนิตที่พักอาศัย เพราะจะเพิ่มภาระในการดูแลและมีโอกาสใช้น้อย

                     10. มีบ้านที่ใช้ร่วมกันเรียกว่า Common House หนึ่งหลัง ซึ่งควรอยู่ระหว่างที่จอดรถกับยูนิตที่พัก เพื่อบังคับให้ทุกคนเดินผ่านเมื่อจอดรถและจะเดินเข้าบ้านและควรมองเห็นจากยูนิตที่พักทุกยูนิตหรือเกือบทุกยูนิต

                      11. รายละเอียดภายใน Common House ออกแบบตามความต้องการของสมาชิกโคโฮ แต่อย่างน้อยต้องมีห้องครัวขนาดใหญ่ไว้ทำอาหารร่วมกัน มีสถานที่ทานอาหารเย็นร่วมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และมีสถานที่ทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกัน หลายแห่งจัดให้มีห้องนอนแขกเผื่อไว้สำหรับเป็นที่พักของผู้ดู (Care Giver) ซึ่งมักเป็นพนักงานจากองค์กรวิชาชีพภายนอกโคโฮด้วย

                อย่างไรก็ตาม คุณหมอสันต์บอกว่า การเกิดขึ้นของ Co-housing อย่างเป็นธรรมชาติจะเริ่มจากเกิดชุมชน หรือกลุ่มคนที่ใจตรงกันอยากจะอยู่ด้วยกัน มาทำความรู้จักกัน รวมตัวกัน ตกลงกันว่าจะร่วมสร้าง Co-housing ของกลุ่ม แล้วประชุมกันจัดทำโครงการ วางแผน แต่ละคนออกแบบบ้านของตัวเอง ออกแบบผังชุมชนร่วมกัน แล้วการก่อสร้างจริงค่อยเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น

ตัวอย่างการออกแบบชุมชนของ COHO1 ที่สมาชิกออกแบบร่วมกัน(อ้างอิงจากบทความของคุณหมอสันต์ เมื่อเดือนมีนาคม 2557)

                     1. มี “รั้วชุมชน” ล้อมรอบทั้งเกาะซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกชุมชนเพียงรั้วเดียว ไม่มีรั้วภายในระหว่างบ้านสมาชิก

                     2. มีทางเดินออกกำลังกายภายในชุมชนขนาดความกว้าง 2 เมตร อยู่ภายในรั้วและวนรอบชุมชนผ่านบ้านทุกหลัง

                     3. มีบ้านพักคนเฝ้าและคนสวนในรูปแบบ ADU (Accessory Dwelling Unit) หนึ่งหลัง คนสวนนี้เป็นทั้งคนเฝ้าบ้านและคนสวนในคนเดียวกัน ทำงานให้กับทั้งชุมชน

                     4. มีสวนหย่อมเป็นพื้นที่ส่วนกลางชุมชนที่สมาชิกใช้พบปะทานอาหารร่วมกันตามโอกาส

                     5. มีนโยบายสัตว์เลี้ยง ที่สมาชิกเห็นพ้องและปฏิบัติเหมือนกัน

                     6. ลงทุนระบบไฟฟ้าแรงสูงที่นำไฟเข้ามาจ่ายให้กับ COHO โดยตรง

                     7. มีระบบผลิตน้ำเพียงระบบเดียว จ่ายน้ำให้ทุกบ้าน

                     8. สมาชิกมีอิสระในการออกแบบบ้านของตนเอง แต่ต้องให้ชุมชนตกลงเห็นชอบก่อนสร้าง โดยตกลงกันว่าตัวบ้านจะต้องมีความสูงนับจากระดับสูงสุดของพื้นดินเดิมไม่เกิน 7 เมตร

                     9. สมาชิกจะต้องปลูกบ้านให้เสร็จภายใน 3 ปี

                นอกจากนี้ ยังกำหนดวิธีการบริหารโดยมีสมาชิกที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้รักษาเงิน 3 คน การจัดตั้งเป็นแบบองค์กรไม่จดทะเบียน เรียกว่า “คณะบุคคลสหการโคโฮ” ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช้กฎหมายอาคารชุดหรือกฎหมายบ้านจัดสรรมาบังคับสมาชิก

 

“ใช้วิธีคุยกันลูกเดียว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ COHOจำเป็นต้องมีขนาดเล็กและมีสมาชิกไม่มากเกินไป”

 

แต่สำหรับ COHO โนโครงการต่อๆ ไปคุณหมอบอกว่า จะมีการเปลี่ยนแปลง Concept ไปจาก COHO1 เล็กน้อย โดยที่

                     1. แต่ละ COHO มีกลุ่มเป้าหมายที่จะมาอยู่อาศัยด้วยกันให้แคบเข้า เช่นมุ่งเฉพาะนักวิชาชีพที่เคยทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น หมอ วิศวกร นักบัญชี ครูอาจารย์

                     2. รูปแบบของชุมชนจะเป็นลักษณะผสม คือจะเริ่มต้นใช้เป็นกึ่ง Holiday Home ก่อนแล้วมาอยู่จริงตอนเกษียณ หรือจะมาอยู่เลยทันทีแบบคนเกษียณแล้ว ก็ได้

                     3. ไม่บังคับให้ปลูกบ้านทันที ปล่อยให้เป็นไปตามจังหวะเวลาความพร้อมในชีวิตของสมาชิกแต่ละคน แต่ว่ากิจการของชุมชนอันได้แก่การมีคนสวนคนเฝ้า การดูแลตัดหญ้าและภูมิสถาปัตย์จะเริ่มทันทีตั้งแต่วันแรก

                เป็นเพราะคุณหมอสันต์กำชับไว้ว่า “ห้ามโฆษณา” ดังนั้นข้อมูลต่อไปนี้จึงเป็นเพียงตัวอย่าง เพื่อให้ “เพื่อนๆ” ลองประเมินว่า จะต้องเตรียมตัวและเตรียมเก็บเงินมากน้อยแค่ไหน หากอยากจะมี Senior Co-housing เป็นของตัวเอง

 

จากข้อมูลเบื้องต้น (เมื่อปี 2557) คนที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกของ COHO1 มีค่าใช้จ่ายต่อไปนี้

                - ราคาที่ดินตารางวาละ 4,000-5,000 บาท

                - เงินร่วมลงทุนสร้างชุมชน 2,000 บาท/ตารางวา

                - ค่าจ้างปลูกบ้าน 17,500 บาท/ตารางเมตร

                - ค่าดูแลชุมชนรายเดือน 15 บาท/ตารางวา/เดือน

“สมมุติว่าอยากมีที่ดินสัก 100ตารางวาปลูกบ้านสัก 90 ตารางเมตรซึ่งเป็นมาตรฐานที่พักผู้สูงอายุที่อยู่ได้สองคน เงินลงทุนตั้งต้นก็จะตกราว400,000 + 200,000 + 1,575,000 = 2,175,000 บาท”

แต่สำหรับ COHO2 (ข้อมูลเมื่อปี 2560)

                - ราคาที่ดินตารางวาละ 10,000 บาท

                - ค่าส่วนกลางเก็บล่วงหน้า ในอัตราตารางวาละ 2,000 บาท

“ดังนั้นถ้าซื้อที่ดินแปลงเล็ก 100ตารางวา ปลูกบ้านหลังเล็กแบบอยู่คนเดียว อย่างน้อยก็ต้องมีงบ 2 ล้านบาท”

 

ปัญหาของSenior Co-housing แบบไทยๆ

                อย่างไรก็ตาม “คุณหมอสันต์” ยอมรับว่า แนวคิดการอยู่ร่วมกันแบบ Senior Co-housing แบบไทยๆอาจจะไม่ได้ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง เพราะเมื่อลงมือทำปัญหาใหญ่ที่เจอ คือ “ปัญหาทางกฎหมาย”

“เพราะกฎหมายไทยไม่เอื้อต่อการทำ Co-housing มีปัญหาตั้งแต่การแบ่งทรัพย์ การมีพื้นที่ส่วนกลาง การมีที่จอดรถร่วมกัน ขนาดถนน ทั้งหมดต้องทำตามกฎหมายบ้านจัดสรร”

                นอกจากนี้ ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง ใครจะเป็นคนจ่าย รวมถึงปัญหาการอยู่ร่วมกันแบบไทยๆ เพราะหากไม่เคารพกฎกติกา เช่น การห้ามเลี้ยงสัตว์แต่สุดท้ายก็แอบนำมาเลี้ยง ก็อาจจะทำให้การบริหารจัดการได้ยาก

“เพราะฉะนั้นในการทำ Senior Co-housing ที่เหมาะสำหรับคนไทยต้องมีนิติบุคคลเป็นเจ้าของ และคนที่มาอยู่ร่วมกันไม่ได้มีกรรมสิทธิแต่ทำสัญญาเช่าระยะยาว แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากบ้านพักคนชราในรูปแบบอื่นๆ คือ เป็นกลุ่มคนที่มีใจตรงกันอยากจะอยู่ด้วยกัน ออกแบบร่วมกัน และพร้อมจะดูแลกันและกัน”

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking