Road to Wealth
เมื่อ Binance ใหญ่กว่าธนาคาร

Binance นั้นเป็นโปรเจ็กต์กระดานเทรดคริปโทเคอเรนซี (Cryptocurrency Exchange) โดยมี Changpeng Zhao เป็นผู้ก่อตั้ง และได้รับการระดมทุนผ่าน ICO เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2017 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้

 

สิ่งที่ทำให้การระดมทุน ICO ครั้งนั้นประสบความสำเร็จ

          (1) ประวัติการทำงานและทักษะความสามารถของ Changpengและทีมงานหลัก ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก โดย Changpengจบการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และมีประสบการณ์ทำงานกับกระดานเทรดหุ้นหลายแห่งก่อนจะเข้าสู่วงการคริปโทเคอเรนซี และร่วมพัฒนา Blockchain.info ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านคริปโทเคอเรนซีชั้นนำในปี 2013

          (2) Whitepaper ของโปรเจ็กต์Binanceได้ชูปัญหาของกระดานเทรดก่อนหน้าที่กำลังเผชิญอยู่แทบจะทั้งหมด เช่น ความปลอดภัยต่ำ, การดำเนินงานล่าช้า, ปริมาณการเทรดต่ำ และงานบริการลูกค้าแย่โดย ณ เวลานั้นปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นักเทรดคริปโทเคอเรนซีต้องประสบพบเจอ ซึ่ง Binanceสัญญาว่าจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

          (3) “สร้างธุรกิจมันยากแต่การจะสร้างประวัติศาสตร์นั้นมันยากกว่า”วิสัยทัศน์ของ Binanceที่ต้องการจะทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เขากล่าวว่าในที่สุดแล้ว Binanceจะต้องเป็น Decentralized Exchange ที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน และจะต้องเป็น Community แทนที่จะเป็น Company

          ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในสิ่งที่สังคมคริปโทเคอเรนซีต้องการ จึงทำให้การระดมทุน ICO ครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งถ้าหากใครได้ซื้อเหรียญ Token ของ Binance (หรือ BNB) ไว้ในตอนนั้น วันนี้จะสามารถทำกำไรได้สูงถึง 119 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเพราะ BNB นั้นมีการใช้งานจริงเกิดขึ้น คือสามารถนำไปลดค่าธรรมเนียมในการเทรดได้ถึง 50%, 25%, 12.5%, 6.75% ในปีแรกถึงปีที่ 4 ตามลำดับ และเหรียญ BNB นี้นอกจากจะไม่มีการเพิ่มเข้ามาในระบบแล้ว ยังถูกนำออกจากระบบอีกด้วย โดยทุกไตรมาส เหรียญนั้นจะถูกนำออกจากระบบเป็นมูลค่าเท่ากับ 20% ของกำไรที่ได้ในไตรมาสนั้นๆ จนกว่าจะเหลือเหรียญหมุนเวียนในระบบเท่ากับ 100 ล้านเหรียญ จากจำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้น 200 ล้านเหรียญ

 

ทำไม Binanceถึงเป็นกระดานเทรดอันดับหนึ่งในโลก

สิ่งที่ Binanceได้เสนอไว้บน Whitepaper ได้ถูกพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง โดยหลังจากที่การระดมทุน ICO จบลงแล้ว Binance ยังสามารถทำงานได้อย่างไร้ที่ติอีกด้วย ความแข็งแกร่งแต่ละด้านของกระดานเทรด Binance มีดังนี้

          (1) การตลาด ทำให้เกิด Community ที่แข็งแรง นำไปสู่ Trading Volume บนกระดานเทรดเป็นอันดับ 1 ของโลก กว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อวัน (ณ ขณะที่เขียนบทความนี้) และมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

          (2) เทคโนโลยี ทำให้เป็นกระดานเทรดที่มีประสิทธิภาพสูง โดย Binance ได้กล่าวว่าสามารถรองรับ Order ได้ทั้งหมด 1.4 ล้านครั้งต่อวินาที

          (3) ความปลอดภัยสูง Binance นั้นเป็นกระดานเทรดที่ยังไม่เคยถูกโจรกรรมมาก่อนเลย เคยเกิดเพียงเหตุที่มีแฮ็กเกอร์สร้างเว็บแนวฟิชชิ่งขึ้นมาเพื่อดักข้อมูล Password ของผู้ใช้ไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นจึงนำมาซื้อเหรียญๆ หนึ่งที่ตั้งขายไว้ แต่ Binance สังเกตเห็นความผิดปกติของธุรกรรมดังกล่าวจึงทำการ Pending ไว้และย้อนธุรกรรมที่เกิดขึ้นกลับได้แทบจะทั้งหมด ถือเป็นการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยไม่มีผู้เสียหายใดๆ เลย ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาในช่วงเวลานั้น และสร้างความไว้วางใจให้กับนักเทรดได้อย่างมาก

Binance ถูกก่อตั้งในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศไม่สนับสนุนคริปโทเคอเรนซี Binanceจึงย้ายไปญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 2017 โดยเปิดสำนักงานที่ไต้หวันและวางแผนที่จะเปิดสำนักงานที่เกาะมอลตาและนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งการกระทำของ Binanceนั้นทำให้ Binanceสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จึงส่งผลให้ผู้คนหันมาใช้ Binanceกันมากขึ้น เพราะมั่นใจว่าทรัพย์สินของตนเองนั้นจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและแก้ปัญหาผลกระทบที่ถูกแทรกแซงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ

 

และแล้ว Binanceก็ใหญ่กว่าธนาคาร

Binanceเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเดือนมกราคม 2018 มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน และในเดือนมิถุนายน 2018 ผู้ใช้เพิ่มสูงขึ้นถึง 10 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่จำนวนคนที่เข้ามาใช้งานเท่านั้น รายได้ที่ประกาศออกมานั้นยังสูงอย่างน่าตกใจ โดยกำไรในไตรมาสแรกปี 2018 ของ Binanceซึ่งก่อตั้งมาเพียง 8 เดือน นั้นสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่ากำไรของธนาคาร Deutsche Bank ซึ่งก่อตั้งมากว่า 148 ปี ที่ 146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกือบจะเท่ากับกำไรของตลาดหุ้น NASDAQ ในช่วงเวลาเดียวกันที่ 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย โดย Binanceใช้พนักงานเพียง 200 คน ในขณะที่ NASDAQ ใช้พนักงาน 4,500 คน และ Deutsche Bank ใช้พนักงานถึง 100,000 คน

นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่คริปโทเคอเรนซีกำลังท้าทายสถาบันและระบบการเงินดั้งเดิม การเติบโตของ Binanceเป็นสัญญาณบอกว่าคริปโทเคอเรนซีกำลังได้รับการยอมรับจากโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ Binanceยังคงดำเนินการตามวิสัยทัศน์ที่เขียนไว้ใน Whitepaper และมุ่งหน้าสร้างกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) เต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าตัว Public Beta จะเสร็จในต้นปี 2019 ซึ่งหากสำเร็จแล้ว สิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการเงินโลกอีกครั้ง

 


Related News