ธนาคาร / องค์กรธุรกิจ
ธปท.จับตาสินเชื่อรถยนต์ หลังพบสัญญาณเอ็นพีแอลขยับ

นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ปี 2561 ว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัว เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับทิศทางของเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพสินเชื่อค่อนข้างทรงตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบริหารคุณภาพพอร์ตสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

"ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาพรวมของธนาคารพาณิชย์มีปัจจัยคือ สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ดิจิทัลเข้ามามีความสำคัญต่อภาคธนาคารมากขึ้น เกณฑ์กำกับดูแลทั้งมาตรฐานสากลและการดูแลภายใน เช่น มาตรฐาน IFRS 9 และมาตรการ LTV รวมทั้งนโยบายของสถาบันการเงินเองที่หันมาบริหารจัดการสินทรัพย์ของตัวเองมากขึ้นแทนการขายสินทรัพย์ที่มีปัญหาออกไป"

นายสมชาย กล่าวอีกว่า ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายการกันสำรองที่ลดลง ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเสถียรภาพ โดยมีเงินสำรอง เงินกองทุน และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับการขยายตัวของสินเชื่อใน ระยะต่อไปได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

                สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.4 ในปีก่อน มาอยู่ที่ร้อยละ 6.0 สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคใน ทุกพอร์ตซึ่งสอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี และสินเชื่อธุรกิจในหลายประเภทที่ส่วนใหญ่ มาจากการใช้สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และ SME ที่วงเงินค่อนข้างสูง แม้ว่าธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วนจะมี การระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้น

                สินเชื่อธุรกิจ (ร้อยละ 65.9 ของสินเชื่อรวม) ขยายตัวร้อยละ 4.4 โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) ขยายตัวร้อยละ 4.1 จากสินเชื่อภาคบริการในธุรกิจที่พักแรม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากลูกหนี้ บางรายที่ซื้อกิจการเครือโรงแรมในต่างประเทศ ประกอบกับการขยายตัวของสินเชื่อในภาคพาณิชย์ และภาค อสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก สำหรับสินเชื่อธุรกิจ SME (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) ขยายตัวร้อยละ 4.5 โดยยัง ขยายตัวดีในธุรกิจพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง ส่วนใหญ่จาก SME ที่มีวงเงินสินเชื่อสูง

                สินเชื่ออุปโภคบริโภค (ร้อยละ 34.1 ของสินเชื่อรวม) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนในทุกพอร์ต มาอยู่ที่ร้อยละ 9.4 โดยหลักจาก

                      1) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และการปล่อยสินเชื่อ เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ก่อนมาตรการ Loan To Value (LTV) จะบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2562

                      2) สินเชื่อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น หลังสิ้นสุดระยะเวลาถือครอง 5 ปี ของมาตรการรถยนต์คันแรก
และ

                      3) สินเชื่อส่วนบุคคลทุกประเภท อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีบ้านเป็น หลักประกัน สินเชื่อทะเบียนรถ และสินเชื่อสวัสดิการ

                คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2561 สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ต่อสินเชื่อรวม อยู่ที่ร้อยละ 2.93 ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ร้อยละ 2.91 โดยมี

                ยอดคงค้าง NPL อยู่ที่ 443 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 14 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ ชะลอลงต่อเนื่องมาตั้งแต่สิ้นปี 2559 สะท้อนภาพรวมคุณภาพสินเชื่อที่เริ่มทรงตัว แม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจาก การปรับโครงสร้างหนี้และการตัดหนี้สูญ สำหรับสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan: SM) ต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.42 จากร้อยละ 2.55 ในปีก่อน โดยมียอดคงค้างทั้งสิ้น 366 พันล้านบาท ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินสารองอยู่ในระดับสูงที่ 668 พันล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจาก ปีก่อน 67 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 193.3

                ในปี 2561 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 207.2 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.8 จากปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยตามสินเชื่อที่ขยายตัว และการลดลงของค่าใช้จ่ายการกันสำรอง แม้ว่ารายได้ ค่าธรรมเนียมชะลอตัวลงเนื่องจากการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลซึ่งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมเร่งตัวขึ้น ประกอบ กับรายได้ค่านายหน้าจากธุรกิจประกันและกองทุนรวมลดลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Asset : ROA) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 1.11 จากร้อยละ 1.04 ในปีก่อน ขณะที่อัตราส่วนรายได้ ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ทรงตัวที่ร้อยละ 2.73

                ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,569 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 117 พันล้านบาท โดยเป็นผลจากการจัดสรรกำไรเข้าเป็นเงินกองทุนเป็นสาคัญ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common Equity Tier 1: CET1 ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 18.3 และ 15.8 ตามลำดับ

                "NPL ของสินเชื่อรถยนต์มีสัญญาณการขยับขึ้นจากร้อยละ 1.60 ในปี 2560 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.66 ซึ่งมาจากการเร่งปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ในปี 2561 สินเชื่อรถยนต์โตร้อยละ 12.6 นับเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบหลายปี แต่ NPL ที่ขยับขึ้นยังต่ำกว่าช่วงที่มีผลจากมาตรการรถคันแรก โดยช่วงนั้น NPL สินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ร้อยละ 2.54 โดยธปท.กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งภาพรวม NPL ของธนาคารพาณิชย์จะขยับขึ้นบ้างในปีนี้"


Related News