Road to Wealth
10 ข้อคิดจัดการเงินปีหมู

การให้ข้อคิดในการจัดการเงินปีละครั้งแบบนี้ มีไว้ให้ผู้ลงทุนและผู้แนะนำการลงทุนได้ทบทวนการวางแผนการเงินส่วนบุคคลและครอบครัว เพื่อ 1. ให้รู้จักวางแผนการเงิน2. ให้ทบทวนสถานะครอบครัวและการเงินที่อาจเปลี่ยนไปในแต่ละปี และ 3. หากมีแผนการเงินแล้ว มีพอร์ตลงทุนของตนที่เหมาะสมแล้ว ก็จะเตือนให้รู้จักปรับสัดส่วนสินทรัพย์ที่ลงทุนในพอร์ต (Rebalancing) ให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนตามเวลาที่ผ่านไปอีกปี ซึ่งอาจมีมุมมองไปข้างหน้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

          1. จัดทำแผนรายได้ ค่าใช้จ่าย ประจำปี 2562

          เราต้องเริ่มจากการทำบัญชีรับจ่ายของเราและบุคคลที่อยู่ในอุปการะโดยแยกเป็นรายเดือน เพราะเมื่อรู้ที่มาของเงินได้ กับรู้ว่าเงินเราจะออกไปจ่ายทางไหนได้บ้างแล้ว เราจะเห็นฐานะทางการเงินของเราในวันนี้และในอนาคต ทำให้เริ่มพิจารณาได้ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มีเงินออมสะสมไปลงทุนทุกเดือน เราใช้จ่ายอะไรบ้าง อะไรควรลด เราจะหารายได้เพิ่มได้ไหม ทั้งนี้ อย่าลืมใส่รายการผ่อนชำระหนี้ และดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย (ถ้ามี) นอกจากนี้ก็ให้ใส่รายจ่ายขาจรที่ไม่ได้เกิดประจำเป็นรายเดือน เช่น ค่าส่วนกลางที่พักอาศัย ค่าเล่าเรียนบุตร เบี้ยประกันชีวิตและประกันภัย ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ค่าบำรุงรักษาที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ ค่าทำฟัน ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ฯลฯ

          สิ่งสำคัญที่สุดในปีนี้ตามที่เคยเขียนบทความลงไปแล้วก็คือ ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้นและกองทุนหุ้น ที่เราเคยใช้อัตราผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยเป็น 10-12% ต่อปี ในตลอด 10 ปีที่ผ่านมานั้น ควรจะต้องลดลงเหลือสัก 8% ต่อปีหากคิดตาม EPS Growth ปี 2562 (การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นโดยเฉลี่ยของหุ้นใน SET) ส่วนผลตอบแทนคาดหวังจากตราสารหนี้ระยะยาวเราอาจเพิ่มจากระดับ 2-3% เป็น 3-4% ก็ได้

          2. กันเงินสำรองฉุกเฉิน

          เงินส่วนนี้สำคัญมากเพราะจะทำให้เราดำเนินชีวิตตามปกติ ทำให้เรามีเงินจ่ายตามภาระที่มีอยู่ไปได้ช่วงหนึ่งโดยไม่ต้องทุรนทุรายไปสร้างหนี้ เป็นเงินส่วนที่เราจะไม่ใช้เลยยกเว้นมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเจ็บป่วย พิการ ตกงาน ฯลฯ ส่วนจำนวนที่ควรกันเอาไว้นั้น แนะนำให้คำนวณว่าหากตกงานหรือเกิดเหตุอันไม่คาดฝันแล้ว เราจะหางานทำได้ภายในกี่เดือน เอาจำนวนเดือนนี้ไปคูณกับรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในระยะเดียวกัน เช่น หากเราคาดว่าอย่างเลวร้ายที่สุดเราจะหางานทำได้ใน 6 เดือน เราก็ใช้ 6 เดือนไปคูณกับรายจ่ายใน 6 เดือนข้างหน้า ก็จะได้เงินก้อนที่ต้องสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน และเงินก้อนนี้ต้องเอาไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย และสามารถถอนออกมาใช้ได้ทันทีในยามฉุกเฉิน เช่น ฝากออมทรัพย์ หรือเอาไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ประเภทที่ให้เราถอนได้เป็นรายวัน ซึ่งประเด็นหลักในการตัดสินใจว่าจะเอาเงินฉุกเฉินไปไว้ที่ไหนนั้น จะอยู่ที่ 3 เรื่อง คือ 1. ที่ไหนปลอดภัยที่สุด มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยที่สุด 2. ที่ไหนถอนได้สะดวกรวดเร็วที่สุด และ 3. ด้วยข้อกำหนด 2 ข้อแรกนั้น อะไรให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

          3. ทบทวนและวางแผนการคุ้มครองตนเองและครอบครัว

          หลังจากกันเงินฉุกเฉินไว้แล้ว ก่อนที่จะนำเงินที่เหลือไปลงทุน ขอให้กันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นการคุ้มครองตนก่อน เพราะหากเกิดเหตุใดๆ ขึ้นครอบครัวของเราจะได้ไม่เดือดร้อน และอย่าลืมว่าเหตุมักเกิดเมื่อเราเลิกทำประกันโดยการทำประกันที่จำเป็น มีดังนี้

          - ประกันการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย เมื่อเรายังมีภาระผ่อนบ้าน เราก็มีความเสี่ยงแล้ว เพราะหากเราผู้ทำรายได้ให้ครอบครัวเกิดเป็นอะไรไป แล้วคนข้างหลังไม่มีปัญญาผ่อนต่อ บ้านก็จะถูกยึด ครอบครัวจะไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าสลดใจที่สุด เราก็จะตายตาไม่หลับ ดังนั้น เราต้องทำประกันเรื่องนี้ไว้ ซึ่งสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้มักจะมีให้ แต่ขอให้เราใช้เวลาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของบริษัทประกันที่มั่นคงที่อื่นด้วย เพราะสถาบันการเงินที่เรากู้อาจไม่ได้ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุดแก่เราก็ได้ โดยเราจะเลือกทำประกันกับบริษัทประกันที่มีความมั่นคงสูง และเลือกอันที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุดในเงื่อนไขวงเงินประกันเท่าๆ กัน

          - ประกันที่อยู่อาศัยจากอัคคีภัย ภัยธรรมชาติ ภัยจากการก่อการร้ายและวินาศกรรม เรื่องนี้เราหลายคนคงพบมาทุกเหตุการณ์แล้ว และคงเห็นความสำคัญของการทำประกันภัยเอาไว้ จึงไม่ต้องอธิบายให้มากความ

          - ประกันการใช้ยานพาหนะและอุบัติเหตุ นอกจากจะทำประกันตามที่ พ.ร.บ.บังคับแล้ว ขอให้พิจารณาทำประกันชั้นหนึ่งหากเป็นไปได้ เพราะถ้าไม่มี เราจะมีรายจ่ายเพิ่มเมื่อเกิดเหตุ อาจจะเป็นหลักแสน หรือเป็นล้าน ทำให้เราต้องไปดึงเงินสำรองฉุกเฉินมาช่วยโดยไม่ควร หรือดึงมาจนหมดก็ยังไม่พอจ่ายก็ได้ หลักในการเลือกบริษัทประกันภัย นอกจากจะเหมือนข้อต้นๆ แล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัว ขอแนะนำให้เลือกที่ที่เรามีคนรู้จักสนิทสนมทำงานในบริษัทนั้นๆ ด้วย เพราะจะทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นเมื่อเกิดเหตุ

          - ประกันสุขภาพของตนและคนในครอบครัว แม้ว่าตัวเราเองนั้นอาจจะมีความคุ้มครองจากบริษัทหรือองค์กรที่เราเป็นลูกจ้างอยู่แล้ว แต่เรามักจะละเลยคนในความอุปการะของเรา ซึ่งเขาก็มีเจ็บมีป่วยได้ เมื่อเจ็บป่วยที มันก็ต้องใช้เงินไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาล ซึ่งจะมีค่านั่นค่านี่ใส่ลงมาในใบแจ้งหนี้ โดยที่เรามักไม่รู้เลยว่าคืออะไร จะต่อรองลดราคาก่อนใช้บริการก็ไม่ได้ และในบางกรณีเราพบแพทย์เพียง 5 นาที แต่มีค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าคำปรึกษาแพทย์ ค่าหายใจของแพทย์ ในจำนวนไม่น้อยเลย หากหารเป็นค่าใช้จ่ายต่อนาทีแล้วสักวันมันอาจจะสูงกว่าค่าปรึกษานักกฎหมายเก่งๆ ระดับประเทศเลยก็ได้ 

          - ประกันชีวิตและอุบัติเหตุ เรื่องนี้หากเราไม่มีทายาท หรือมีแต่เราเกลียดขี้หน้า ไม่มีใครที่เราอยากให้เงิน หรือมีแต่เขาสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ เราก็ไม่ต้องไปทำประกันชีวิตให้เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์แม้ว่าจะนำไปลดหย่อนภาษีได้ ให้ทำแต่ประกันอุบัติเหตุก็พอ กุญแจสำคัญของการทำประกันชีวิตโดยเฉพาะประเภทที่มีอายุยาวนานนั้น ไม่ใช่ผลตอบแทนที่เขาบอกว่ามากเท่านั้นเท่านี้ เพราะนั่นไม่ใช่หัวใจหลักของการทำประกัน และนอกจากนี้เขามักจะบอกอัตราผลตอบแทนที่มีวิธีคิดคนละแบบกับผลตอบแทนของการฝากเงินหรือการลงทุน ซึ่งหากคำนวณด้วยวิธีเดียวกันแล้วมักจะต่ำกว่าที่แจ้ง หลักสำคัญในการคัดเลือกบริษัทประกันคือความมั่นคงของบริษัทนั้นๆ เพราะหากบริษัทประกันซวดเซไป ที่สัญญาอะไรๆ กับเราไว้ก็จะปฏิบัติไม่ได้ เรื่องรองลงมาคือความใส่ใจดูแลเราของตัวแทนจากบริษัทประกัน ต้องไม่ใช่ขายประกันแล้วก็แล้วกันไป ปล่อยให้เราตะเกียกตะกายแก้ปัญหาเองเมื่อเกิดปัญหา

          4. ทบทวนและวางแผนลงทุน

          พิจารณาเรื่องวางแผนการลงทุนกัน โดยก่อนจะลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ เราต้องเริ่มทีละขั้นตอน เริ่มจากทำแบบทดสอบความเสี่ยงที่เรารับได้เสียก่อน เราจะได้รู้จักตนเองให้ถ่องแท้ว่าเรารับได้แค่ไหนถึงจะไม่ทุรนทุรายกับความผันผวนในตลาดที่เกิดได้เสมอๆ

          ส่วนคนที่มีแผนลงทุนอยู่แล้ว ก็ต้องทบทวนทำแบบสอบถามนี้ปีละครั้งเพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี อายุเราเปลี่ยน สถานภาพครอบครัวก็อาจจะเปลี่ยน มุมมองต่อเศรษฐกิจและการลงทุนอาจจะเปลี่ยน… เมื่อเปลี่ยนแล้ว ต้องดูว่าการยอมรับความเสี่ยงของเราเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า แล้วค่อยดูว่าเราควรจะมีแผนจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ด้วยสัดส่วนเท่าใด

          5. พิจารณาว่าเราจะบริหารพอร์ตลงทุนเอง หรือให้มืออาชีพบริหาร

          ข้อคิดก็คือ มีเวลาเพียงพอไหม มีแรงเหลือไปทำเองไหม มีช่องทางเข้าถึงข่าวสารข้อมูลที่เพียงพอไหม และทำเองเป็นหรือไม่ แม้ว่าสมัยนี้จะมีเครื่องไม้เครื่องมือด้วยเทคโนโลยีทางการเงินมากมายที่ช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้น แต่ต้องดูด้วยว่าพอแล้วหรือเปล่าสำหรับแต่ละคน… ยุ่งนักก็นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามสัดส่วนในแผนที่กำหนด ผ่านกองทุนรวมจะดีที่สุด

          6. เลิกใฝ่ฝันลมๆ แล้งๆ ว่าจะซื้อในราคาถูกที่สุดแล้วจะขายในราคาแพงที่สุดไปได้แล้ว แม้ใครๆ จะบอกให้ซื้อถูกขายแพง แต่ไม่ได้บอกว่าจะหาจุดถูกที่สุดหรือแพงที่สุดได้ยังไง เพราะไม่ว่าใครก็หาไม่เจอ และหากทำได้ก็เพราะบังเอิญเท่านั้น สิ่งที่ควรทำสำหรับผู้ลงทุนเองโดยตรง ไม่ลงทุนผ่านกองทุน ก็คือแสวงหาการลงทุนที่ตนถนัด เช่น ถ้าจะหาหุ้นมาลงทุน ก็เลิกไปวิ่งตามใคร แต่ให้ดูว่าที่เศรษฐกิจจะเติบโตไปในทิศทางไหนนั้น หุ้นตัวไหนจะได้ประโยชน์ แล้วก็กำหนดราคาที่ซื้อได้ กับราคาขายที่พอใจไว้เลย

          7. คำนวณเงินที่ต้องมีใช้ในวัยเกษียณ

          น่าแปลกที่หลายคนกลัวว่าจะไม่มีเงินพอใช้ในวัยเกษียณ แต่หากถามกลับไปว่า ณ วันนี้มีเงินสะสมไว้เท่าไร หลายคนตอบไม่ได้ และที่แย่กว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ไปจนตาย ที่แย่ที่สุดคือส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดบอกว่าไม่เคยมีแผนการเงินเลย ทั้งๆ ที่สำคัญมาก ต้องรู้ และต้องมีแผนที่จะทำให้ถึงเป้าหมายนั้นมารองรับ

          8. สำรวจบัญชีทรัพย์สิน

          นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำบัญชีทรัพย์สินไว้ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งบ้าน ที่ดิน ยานพาหนะ เครื่องเพชร รูปภาพ งานศิลปะ เงินฝาก หนี้สิน เงินฝาก การลงทุนต่างๆ กรมธรรม์ประกันต่างๆ ฯลฯ สิ่งสำคัญที่ทุกคนมักละเลยคือ มีทุกอย่างที่กล่าวถึง แต่ไม่ได้จดไว้ว่าหมายเลขบัญชีเป็นเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะต้องติดต่อใคร เบอร์โทรศัพท์อะไร เรื่องพวกนี้เราต้องทำไว้ และสำเนาให้คนที่ไว้ใจได้สักชุดสองชุด ยิ่งยุคต่อไปนี้เราอาจเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่รู้ตัว หรือเป็นข้าราชการ เป็นนักการเมือง ที่กฎหมายกำหนดให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน เราก็ต้องใส่รายการทรัพย์สมบัติของเราให้ครบถ้วน ทุกชิ้น … ยิ่งมีหลายชิ้น จะพบว่าไม่ใช่งานง่าย จนหลายคนถึงขนาดถอดใจไม่ยอมไปทำงานเป็นเจ้าคนนายคนในตำแหน่งทางการเมืองก็มี

           9. พินัยกรรม

          หากรักและห่วงใยคนข้างหลัง จงทำพินัยกรรมให้เรียบร้อย และคอยอัพเดตปีละครั้ง อย่าปล่อยให้การจากไปของเราก่อให้เกิดเหตุเศร้าเสียใจ ที่คนที่เรารักกลับไม่ได้รับการส่งผ่านความมั่งคั่งจากเรา แต่คนที่เราชังกลับได้ไป หรือกรณีแย่สุดๆ คือทายาทเราทะเลาะแย่งสมบัติจนฆ่ากันตายไปหลายซีรีส์

           10. แบ่งปันความมั่งคั่งให้ผู้ด้อยกว่า

          เมื่อเราพอไหว ให้รู้จักการแบ่งปันส่วนของเราให้ผู้ด้อยโอกาสที่เราไม่จำเป็นต้องรู้จักบ้าง สังคมจะน่าอยู่ขึ้นหากเรารู้จักการเสียสละ เงินไม่กี่ร้อยที่เราให้เขา มีค่าต่อเขายิ่งกว่าเงินหลายพันที่เราใส่ซองให้คู่สมรสในงานแต่งงานที่หรูหรา

 

จากคอลัมน์ เงินทองของเรา โดย วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวงจำกัด / ประธานกรรมการกิติมศักดิ์ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ฉบับที่ 442 


Related News