วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

รพี สุจริตกุล

เลขาธิการ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 

4 ปีแห่งการวางรากฐาน ก.ล.ต.

หนุนตลาดทุนเติบโตอย่างยั่งยืน

 

คำว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” คงไม่มากเกินไปเมื่อเทียบกับภารกิจในตำแหน่งสูงสุดขององค์กรที่กำกับดูแลตลาดทุนไทย ในวาระที่ รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จะอำลาตำแหน่ง การเงินธนาคาร ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษถึงการทำงานในช่วงวาระ 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างรากฐานสำคัญให้แก่องค์กร รวมถึงการริเริ่มปักหมุดหมายใหม่ๆ ให้กับตลาดทุนไทยในหลายด้านอีกด้วย

            รพี เปิดเผยว่า ในช่วงวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปีที่ผ่านมา มีงานสำคัญที่ได้ดำเนินการไปแล้วทั้งหมด 4 เรื่องสำคัญ โดยเรื่องแรกเป็น การวางรากฐานความพร้อมและความร่วมมือ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากและต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้านคือ การวางรากฐานภายในองค์กร การสร้างความเชื่อมโยงในการกำกับดูแล และการผนึกกำลังพัฒนาระบบร่วมกับตลาดหลักทรัพย์

            “การวางรากฐานภายในองค์กรเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเนื้องานของ ก.ล.ต. มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนที่อยู่ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ออกหลักทรัพย์หรือบริษัท ที่ปรึกษาทางการเงิน กรรมการบริษัท เป็นต้น ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านี้ หรือ Stakeholder แต่ละกลุ่มมีความหลากหลาย ทำให้ต้องใช้รูปแบบในการกำกับดูแลที่แตกต่างกันออกไป”

            ขณะที่คนในองค์กร ก.ล.ต.ส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยผ่านการทำงานในอุตสาหกรรมตลาดทุน จึงมีความจำเป็นต้องทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมในการทำธุรกิจอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถเข้าใจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกกำกับว่าอยู่ในสภาวะอย่างไร ดังนั้น กระบวนการทำงานส่วนสำคัญจึงเป็นการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากคนที่อยู่ในตลาด ซึ่งจะทำให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

            “เมื่อเข้าใจบริบทจะทำให้เห็นถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบเมื่อมีการออกกฎระเบียบต่างๆ สามารถเล็งเห็นได้ว่าจะเป็นการสร้างภาระเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงปัจจัยในอุตสาหกรรมอย่างไร และเมื่อดำเนินการไปแล้วก็ต้องมีการติดตามว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือเกิดกับผลกระทบที่ไม่คาดคิดที่เรียกว่า Unintended Consequence หรือไม่ ดังนั้น การเข้าใจบริบทเพื่อนำไปวิเคราะห์ปัจจัยที่จะนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่คาดคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ และหากมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็ต้องรีบทำความเข้าใจพร้อมกับหาทางแก้ไข”

            ยกตัวอย่าง Unintended Consequence ที่เคยเกิดขึ้น เช่น กรณีที่กำหนดให้ทุก บลจ.มี Fund Fact Sheet ของกองทุนรวมแจกให้ผู้ลงทุนอ่าน ด้วยความตั้งใจดีคือ ต้องการให้ผู้ลงทุนอ่านข้อมูลก่อน แต่เนื่องจากรูปแบบของข้อมูลที่เป็นเอกสารจำนวนมากและทำความเข้าใจยาก ทำให้ผู้ลงทุนไม่ได้อ่านและเกิดเป็นต้นทุนของอุตสาหกรรมที่อาจถูกผลักไปยังผู้ถือหน่วยด้วย ดังนั้น ต่อมาจึงมีการปรับให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น

            “เราพยายามมองสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งแนวคิดการทำงานลักษณะนี้ต้องปรับเปลี่ยน Mind Set ของคน ก.ล.ต.ให้มองในภาพรวม และให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือในการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม เพราะการบังคับด้วยกฎระเบียบเพียงอย่างเดียวจะไม่มีความหมาย หากคนที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับนั้นไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา”

            นอกจากนี้ บางเรื่องต้องอาศัย Market Force หรือแรงผลักดันของสังคมเข้ามาช่วย ยกตัวอย่างจากเรื่องการมีธรรมภิบาล หรือ Corporate Governance (CG) ที่ต้องสร้างความตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ทำไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทเองและเป็นความยั่งยืนของธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้าง Market Force โดยร่วมมือกับนักลงทุนสถาบันให้แสดงเจตนารมย์ที่จะคอยสอดส่องดูแลการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการ CG

            รพีกล่าวว่า การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยอาศัยเครื่องมือหลากหลายรูปแบบเรียกว่าเป็น Mixed-use of tool ต้องเริ่มจากการปรับกระบวนคิดภายในองค์กรของ ก.ล.ต.ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางโครงการหรือโปรแกรมต่างๆ เพื่อสะท้อนแนวคิดเหล่านี้เข้าไปในระบบการทำงาน เช่น โครงการ Reg. School โครงการประเมินการทำงานของตัวเลขาธิการและผู้บริหาร การประเมินผลงานหรือนโยบายต่างๆ รวมถึงกฎเกณฑ์ที่ออกมาก็จะต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบ หรือความเหมาะสมของเครื่องมือที่เลือกใช้ เป็นต้น

            “การวางรากฐานเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ เพราะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรที่จะทำให้คน ก.ล.ต.ตระหนักและปฎิบัติกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาการวางรากฐานแนวคิดต่างๆ ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร”

 

เชื่อมโยงองค์กรกำกับดูแล

สร้างความร่วมมือภาคตลาดทุน

            ด้านการสร้างความเชื่อมโยงในการกำกับดูแล หรือ 3-Regs Cooperation รพีกล่าวว่า เป็นการสร้างความเชื่อมโยงขององค์กรกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกัน คือ สำนักงาน ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพราะบทบาทการกำกับดูแลบางเรื่องมีความเกี่ยวเนื่องกัน

            เช่น ผลิตภัณฑ์กองทุนรวมซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ และอาศัยช่องทางการขายภายใต้เครือข่ายสาขาของธนาคาร รวมถึงตลาดตราสารหนี้เอกชนที่มีมูลค่าเกือบ 4 ล้านล้านบาท มีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก ดังนั้น ประเด็นเหล่านี้หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ย่อมที่จะเกี่ยวพันกันทั้งระบบ จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือของหน่วยงานกำกับดูแลทั้ง 3 องค์กร

            โดยความร่วมมือประการแรก เพื่อเป็นการช่วยติดตามดูแลความเสี่ยงของระบบการเงินที่มีการเชื่อมต่อข้อมูลกัน คอยสอดส่องสิ่งที่มีโอกาสก่อปัญหาที่จะกระทบเศรษฐกิจในภาพรวม ประการที่สอง แม้จะมีหน่วยงานกำกับดูแลที่แยกกัน 3 องค์กร แต่คนที่ถูกกำกับส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ จึงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดช่องโหว่ในการกำกับดูแล (Regulatory Arbitrage) และประการที่สาม เป็นเรื่องความสอดคล้อง เช่น ระเบียบบางข้อที่ ธปท.อนุญาตให้ทำได้แต่ ก.ล.ต.ห้าม ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ประเด็นเหล่านี้ทั้ง 3 องค์กรต้องมีการทำ MOU เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประชุมร่วมกันเพื่อติดตามประเด็นต่างๆ

            อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญคือ การผนึกกำลังพัฒนาระบบร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีหลายเรื่องที่ได้มอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นด่านหน้าในการทำงาน เช่น เรื่องการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) การตรวจสอบกรณีการปั่นหุ้น รวมถึงความเรียบร้อยของตลาด เป็นต้น โดยมีการหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการทำงานเชิงรุกด้วยการตั้งหน่วยงาน One-Stop Services สำหรับบริษัทจดทะเบียนด้วยเช่นกัน

            “เกณฑ์ของ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหลายข้อที่ใกล้เคียงกันและทับซ้อนกัน ทำให้ บจ.อาจเกิดความสับสน และต้องเข้ามาปรึกษา ทั้ง ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงได้มีหารือร่วมกันที่จะวางบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะหน่วยงานแรกที่จะเจอกับ บจ.ให้สามารถติดต่อได้ในจุดเดียว โดยจะมีการบันทึกรายละเอียดการติดต่อล่าสุดและความคืบหน้าของเรื่องที่ติดต่อผ่านระบบ โดยมี RM คอยดูแล ทั้งนี้ คาดว่าการพัฒนาระบบข้อมูลจะแล้วเสร็จและเห็นการทำงานที่เป็นรูปธรรมภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้”

 

ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2562 ฉบับที่ 443 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 
และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News