วางแผนการเงิน การออม เกษียณ
Cover Story เทคนิคประหยัดภาษีเงินได้

 

แนะผู้มีเงินได้เตรียมตัววางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปีเพื่อประหยัดภาษีไปตลอดทั้งปี พร้อมทบทวนสิทธิ์ค่าลดหย่อนและยกเว้น เพื่อคำนวณภาษีอย่างถูกต้องในการยื่นเสียภาษีปี 62

                หลายคนอาจมองข้ามการบริหารจัดการภาษีในช่วงต้นปีเพราะมองว่ายังไม่จำเป็น แต่รู้หรือไม่ว่าการวางแผนภาษีในช่วงต้นปีมีความสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะมีทั้งเรื่องวางแผนการยื่นภาษีประจำปีและการวางแผนให้สามารถประหยัดภาษีไปตลอดทั้งปี

                วีระพล บดีรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้า ธนาคารกสิกรไทย หรือK-Expert เปิดเผยว่า เรื่องแรกที่ควรทำความเข้าใจเรื่องภาษีในช่วงต้นปี คือการยื่นภาษี ซึ่งการยื่นภาษีที่ถูกต้องไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เสียภาษีน้อยที่สุด แต่หลักการคือการยื่นภาษีเพื่อทำให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีเท่าที่ควรจะเสีย

                สำหรับนิยามของคำว่า “เท่าที่ควรจะเสีย” หมายความว่าผู้ยื่นภาษีมีค่าลดหย่อนเท่าไหร่ มีอะไรควรใช้ลดหย่อนก็ใช้ให้ครบโดยสำรวจตัวเองว่ามีสิทธิ์อะไรบ้างก็นำสิทธิ์นั้นมาใช้เช่น หากมีการออมเงินที่ประหยัดภาษีได้ก็ควรจะใช้สิทธิ์ให้ครบถ้วนดังนั้นการบริหารภาษีช่วงต้นปียังไม่ต้องคิดว่าจะลงทุนอะไร แต่เป็นช่วงที่คิดเรื่องการยื่นภาษีอย่างไรที่จะได้ประโยชน์สูงสุดเป็นหลัก

 

ตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อน

เทคนิคยื่นภาษีให้ถูกต้อง

                วีระพลกล่าวว่า การยื่นภาษีด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิดข้อแรกของการยื่นภาษีคือ เช็กสิทธิ์ลดหย่อนของตัวเองซึ่งอาจจะเริ่มจากเข้าระบบยื่นภาษีของสรรพากร ทำเสมือนกำลังจะยื่นภาษีตามขั้นตอนจริงและเลือกว่ามีรายการลดหย่อนอะไรตรงกับของตัวเองบ้างแต่ยังไม่ต้องกดส่งรายการจริง วิธีนี้ช่วยให้สามารถคำนวณภาษีเบื้องต้นได้

                ทั้งนี้เมื่อรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ลดหย่อนแล้วก็ควรจะใช้ให้เต็มที่ เพราะบางรายการมีสิทธิ์ลดหย่อนแต่ผู้เสียภาษีไม่ใช้ถือเป็นการเสียโอกาส เช่น หากมีบุพการีอายุเกิน 60 ปีและบุพการีมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี นับว่าเป็นสิทธิ์ลดหย่อนของผู้มีภาษีแล้ว หากไม่ตรวจสอบสิทธิ์หรือไม่ใช้ก็เสียโอกาสในการลดหย่อนไป 60,000 บาทเพียงแค่ใช้หรือไม่ใช้สิทธิ์ก็มีผลต่อการยื่นภาษีแล้ว

                “การยื่นภาษีที่ต้องเช็กสิทธิ์ลดหย่อนให้ครบถ้วนมีอันไหนใช้อันนั้น แต่อาจจะมีบางเงื่อนไขที่ต้องเก็บเอกสาร เช่น สิทธิ์ลดหย่อนในการซื้อสินค้าตามมาตรการของรัฐที่ต้องใช้เอกสารประกอบ ซึ่งสิทธิ์ใดที่มีอยู่ผู้ยื่นภาษีต้องรู้มาตั้งแต่ต้น มิเช่นนั้นบางสิทธิ์ไม่ได้รู้ตัวมาก่อนก็อาจจะไม่พร้อมด้วยหลักฐานทำให้ใช้สิทธิ์นั้นไม่ได้ ซึ่งหลักของการยื่นภาษีคือต้องพร้อมด้วยหลักฐาน”

                วีระพลกล่าวว่า ขั้นต่อมาคือเทคนิคการยื่นภาษีให้สามารถเสียภาษีได้ถูกต้องตามจำเป็น หากผู้ยื่นภาษีมีรายได้บางประเภทที่สามารถเลือกได้ว่าจะรวมยื่นหรือไม่รวมยื่นก็ได้ หรือที่เรียกว่า Final Tax ก็มีเทคนิคในการยื่นโดยสำหรับบุคคลทั่วไป Final Tax จะหมายถึงเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ที่สามารถแบ่งเป็น 3 ข้อย่อยได้ดังนี้

                     1. เงินปันผลจากการลงทุนในกองทุนรวมที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10%ในกรณีนี้ผู้ยื่นภาษีสามารถพิจารณาว่าจะนำเงินที่ได้จากปันผลมารวมยื่นหรือไม่รวมยื่นก็ได้เพราะภาษีเงินปันผลจากกองทุนรวมถูกหักเอาไว้แล้ว 10% หากผู้ยื่นภาษีมีรายได้ต่ำกว่าฐานภาษี 10% ควรจะต้องนำมารวมยื่นเพราะเสียภาษีมากกว่าที่ควรจะเสีย แต่สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีมากกว่า10% ไม่ต้องนำรายได้ในส่วนนี้มารวมยื่นก็ได้

                ในกรณีนี้จะทำได้เฉพาะผู้ที่เลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในการซื้อกองทุนตั้งแต่แรก แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เลือกให้หักภาษีเอาไว้ตั้งแต่แรกจะต้องรวมยื่นทุกกรณี ในกรณีนี้แนะนำให้ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมเลือกหัก ณ ที่จ่ายหักตั้งแต่เริ่มแรกของการซื้อกองทุน

                “Tip ในเทคนิคนี้คือหากผู้ที่รายได้ที่อยู่ในกลุ่มฐานภาษี 0-5% หรือรายได้ต่ำกว่า 300,000 บาทต่อปี ควรจะนำรายได้เงินปันผลจากการลงทุนในกองทุนรวมมารวมยื่นภาษีเพื่อจะได้เงินคืนเพิ่ม เพราะถูกหักเอาไว้มากกว่าฐานภาษี”     

                      2. รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก หุ้นกู้ พันธบัตร ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เอาไว้ 15% หลักในการพิจารณาว่าควรจะนำรายได้ในข้อนี้มารวมยื่นหรือไม่นั้นเช่นเดียวกับเงินปันผลจากกองทุนรวมคือ ให้พิจารณาฐานภาษีของตัวเองหากฐานภาษีต่ำกว่าขั้น 15% ควรจะรวมยื่นเพื่อจะได้รับเงินคืนเพราะถูกหักไปมากกว่าฐานรายได้

                     3.เงินปันผลจากหุ้นสามัญ เป็นกรณีที่มีความซับซ้อนกว่า 2 กรณีแรก เพราะรายได้จากเงินปันผลหุ้นสามัญถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% แต่ฐานภาษีของบริษัทจดทะเบียนถูกหักตามลักษณะของธุรกิจ หากบริษัทที่ฐานภาษีสูงเช่น 30% ผู้ยื่นที่ฐานภาษีต่ำว่าจะได้ประโยชน์แต่เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนการลงทุนจาก BOI อยู่แล้วไม่ควรนำมารวมเพราะจะเสียเพิ่ม ทั้งนี้การจะพิจารณาว่าควรจะนำรายได้จากเงินปันผลหุ้นสามัญมารวมยื่นภาษีด้วยหรือไม่นั้น หลักการคือดูจากฐานภาษีของตัวเอง

                “อย่างไรก็ดีหลักง่ายๆคือ ลองยื่นภาษีในระบบดูก่อน แต่ยังไม่ต้องส่งข้อมูลเข้าไปเพื่อให้ระบบคำนวณว่าหากรวมรายได้ในส่วนนี้เข้าไปจะเสียภาษีเท่าไหร่ และเปรียบเทียบกับการไม่ยื่นภาษีจากเงินปันผลหุ้นแล้วดูว่าแบบไหนจะเสียภาษีมากน้อยกว่ากัน เพราะเลือกได้ว่าจะยื่นแบบไหนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด”

 

ติดตามคอลัมน์ Cover Story ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2562 ฉบับที่ 443 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 
และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News