Money Tips
จัดการทรัพย์สินด้วย “Trust”

 

 จัดการทรัพย์สินด้วย “Trust

ท่ามกลางไฟแห่งการเมือง..........ในยุคสงครามครูเสดช่วงศตวรรษที่ 12 เหล่านักรบอัศวินผู้หาญกล้าต้องจากบ้านละทิ้งทรัพย์สินเงินทอง เพื่อออกไปเผชิญด่านหน้าในสนามรบ แต่ในห้วงเวลาแห่งการฟาดฟันเอาชนะศึกก็ต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับทรัพย์สินของตัวเอง ช่วงขณะนั้นบรรดาขุนนางชั้นสูงแห่งอังกฤษได้เริ่มคิดหาเครื่องมือหรือใครสักคนที่ไว้ใจให้ปกป้องดูแลทรัพย์สินเอาไว้ระหว่างที่ออกรบได้ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการทรัพย์สินด้วย Trust (ทรัสต์)

“ทรัสต์” เป็นหลักกฎหมายในกลุ่มประเทศ Common Law    ที่ใช้แนวคำพิพากษาของศาลมาเป็นบรรทัดฐานในการจัดตั้ง เช่นในอังกฤษและหลายประเทศในยุโรป แต่ปัจจุบันก็มีเศรษฐีชาวไทยหลายคนจัดตั้งกองทรัสต์ของตัวเองไว้ในต่างประเทศ  ทรัสต์เป็นเครื่องมือบริหารทรัพย์สินแบบนิรนามเพราะคนนอกจะไม่รู้ว่าผู้ที่รับผลประโยชน์ในทรัสต์นั้นเป็นใครบ้าง ทรัสต์จึงเหมาะกับผู้ที่มีทายาทหลายคน หรือมีภรรยาหลายๆคน หรือแม้แต่จะมีแมวแสนรักหลายตัวก็สามารถตั้งทรัสต์ได้ โดยกำหนดให้ใครก็ได้เป็นผู้รับผลประโยชน์ในทรัสต์ได้

อาทิ กรณีของ เจ้าเหมียว ชูเพ็ต (Choupette) ของ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) บุคคลสำคัญในวงการแฟชั่นระดับโลก แม้เขาจะล่วงลับไปแล้วแต่ก็ยังสามารถทิ้งทรัพย์สินเอาไว้ให้แมวน้อยของตัวเองผ่านกองทรัสต์ เพื่อที่น้องชูเพ็ต จะได้รับการดูแลแม้เขาจะจากไป ซึ่งทรัพย์สินที่ลาเกอร์เฟลด์จัดสรรให้น้องชูเพ็ตมีมูลค่า 170 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 5,000 ล้านบาท  ชูเพ็ต จึงขึ้นแท่นแมวน้อยที่รวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน

 

เหมียวน้อย ชูเพ็ต (Choupette) ของ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) 

เจ้าเหมียว ชูเพ็ต (Choupette) ของ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld)

ที่มารูป https://www.instagram.com/choupettesdiary

 

ทรัสต์เป็นเรื่องใหม่ของคนไทย จริงหรือ ?.......

ไพรเวทแบงเกอร์มืออาชีพที่มีประสบการณ์ในด้านไพรเวทแบงกิ้ง ในประเทศสิงคโปร์มานานกว่า 10 ปี เล่าให้ การเงินธนาคาร ฟังว่า ประเทศไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบ Civil Law ที่ตีความกฎหมายตามลายลักษณ์อักษร แตกต่างกับประเทศที่เริ่มจัดตั้งทรัสต์ที่ใช้กฎหมาย แบบ Common Law  แต่ประเทศไทยเองมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องทรัสต์มาแล้ว เช่น พระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 แต่ก็ไม่ได้เหมือนกับการจัดตั้งทรัสต์ของต่างประเทศ ดังนั้น ทรัสต์ในแบบที่มหาเศรษฐีร่ำรวยตั้งจึงไม่สามารถทำได้ในประเทศไทย

 

โครงสร้างของทรัสต์ จะเป็นสัญญาระหว่างผู้ก่อตั้งทรัสต์ (Settlor) ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินกับบุคคลหนึ่งที่เข้ามาดูแลทรัพย์สินเรียกว่า “ทรัสตี” (Trustee)  รวมทั้งต้องมี “ Protector” เพื่อดูแลการทำงานของ ทรัสตี ที่เป็นบุคคลตามที่ Settlor ไว้ใจตั้งให้มาทำหน้าที่

 ทรัสต์ มีข้อกำหนดหลัก 2 ประการ ข้อกำหนดแรก คือ กำหนดว่าผู้ก่อตั้งทรัสต์จะโอนทรัพย์สินใดบ้างเข้าไปอยู่ในกองทรัสต์ และโอนความเป็นเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ตลอดจนอำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินดังกล่าวให้กับทรัสตี โดยต้องระบุชัดเจนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ทรัสตีเป็นใคร

ข้อกำหนดที่สอง ในการตั้งทรัสต์ต้องมีการระบุว่า “ผู้รับผลประโยชน์” (Beneficiaries) ของกองทรัสต์ที่จัดตั้งขึ้นได้แก่ใครบ้าง ซึ่งสิ่งที่ใช้ในการกำหนดแนวทางจัดสรรจะเรียกว่า Letter of wish  หรือ หนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งรายชื่อทั้งหมดจะเป็นสัญญาในความลับไม่มีการเปิดเผยให้คนนอกทรัสต์รับทราบ ผู้รับผลประโยชน์จึงอาจจะเป็นใครก็ได้ไม่มีใครรู้นอกจาก Settlor  ทั้งนี้หากไม่มีข้อกำหนดข้อใดข้อหนึ่งแล้ว จะทำให้สัญญาก่อตั้ง ทรัสต์ดังกล่าวเป็นโมษะเนื่องจากเป็นสาระสำคัญของการจัดตั้งทรัสต์

            “การจัดตั้ง กองทรัสต์ หนึ่งกองจะมีระยะเวลา 100 ปีหรือ 5 รุ่นของผู้จัดตั้ง เมื่อครบแล้วจะมีการตั้งทรัสต์กองใหม่มารับทรัพย์สินจากทรัสต์กองเดิมไปดูแลต่อ ประโยชน์ของการจัดตั้งทรัสต์ คือ เมื่อผู้ก่อตั้งหรือ Settlor เสียชีวิตผู้ได้รับผลประโยชน์ หรือ Beneficiaries จะได้รับทรัพย์สินตามที่ผู้ก่อตั้งระบุไว้ ซึ่งผู้รับประโยชน์จะเป็นใครก็ได้และไม่มีใครรู้ว่าใครได้อะไรเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับ Letter of wish  ที่เขียนไว้เท่านั้น”

 

แล้ว ทรัสต์ มีกี่ประเภทกันแน่....

            ทรัสต์ จะมีเพียง 2 ประเภทเท่านั้นคือ Revocable Trusts และ Irrevocable Trusts ซึ่งทั้งสองประเภทแตกต่างกันตรงสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามหลัก Common Law

 โดย Revocable Trusts ความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินยังเป็นของผู้ก่อตั้งทรัสต์อยู่สามารถเรียกกลับได้ดังนั้นเจ้าของทรัสต์มีหน้าที่ในการจ่ายภาษีในทรัพย์สินของทรัสต์นั้น

ส่วน Irrevocable Trusts จะยกความเป็นเจ้าของให้กับกองทรัสต์นั้นไปเลย เจ้าของทรัพย์สินเดิมจึงไม่เสียภาษี

            แต่การตั้งทรัสต์แบบนี้ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับจึงมีการใช้ กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) เข้ามาดูแลจัดการให้กับเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งอาจจะคล้ายแต่ก็แตกต่างโดยเฉพาะความเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่อยู่ใน Private Fund จะยังคงความเป็นเจ้าของอยู่ แต่สำหรับทรัสต์จะถูกย้ายไปอยู่ในกองทรัสต์นั้นเลย

            อย่างไรก็ดีหาก ผู้มีทรัพย์สินมากๆแต่มีเหตุให้อยากจะตัดขาดความเป็นเจ้าของจากทรัพย์สินที่มีไปเลย ไพรเวทแบงเกอร์มืออาชีพ บอกว่า ก็อาจจะเปลี่ยนชื่อการถือครอง หรือมีเครื่องมืออีกอย่างคือ การตั้งมูลนิธิที่ความเป็นเจ้าของทรัพย์สินจะตกเป็นของมูลนิธิไม่สามารถจัดการได้หากกรรมการมูลนิธิไม่เห็นชอบ

“ทรัสต์ เป็นความลับ และมักจะตั้งในประเทศที่เอื้อประโยชน์ทางภาษี แต่ทรัสต์อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกในไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะหลายประเทศเริ่มกดดันให้มีการเปิดเผยชื่อผู้ก่อตั้งกองทรัสต์ เพราะการตั้งทรัสต์ทำให้หลายประเทศสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี”

หากใครอยากจะมีกองทรัสต์เอาไว้ ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายว่าคุ้มหรือไม่ เพราะในการบริหารทรัสต์จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับตัวแทนที่จะเข้ามาช่วยจัดตั้งอยู่ที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีหรือราว 317,365 บาท หากสินทรัพย์น้อยไปไม่คุ้มกับการจัดตั้งทรัสต์ดังนั้นหากมีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านบาทก็พอจะคุ้มในการตั้งทรัสต์


Related News