เทคโนโลยีการเงิน
เทเลนอร์กับการเตรียมความพร้อมทดสอบ 5G ภาคพื้นยุโรป ในเมืองคองสเบิร์ก ประเทศนอร์เวย์

            

            เวลานี้หลายประเทศยักษ์ใหญ่ ทั้ง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อเมริกา จนถึงประเทศทางยุโรป เริ่มมีการเปิดให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของเทคโนโลยี 5G แล้ว โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งเป้าจะเปิดตัวบริการ 5G เต็มรูปแบบ รับกับการเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมโอลิมปิกในปี 2020

            เทคโนโลยี 5G นั้นได้รับการคาดหมายว่าจะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้ง ด้วยจุดเด่นเรื่องความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่อของอุปกรณ์จำนวนมหาศาล และยังสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจุดเด่นทั้ง 2 ข้อนี้ทำให้เทคโนโลยี 5G แตกต่างจากเทคโนโลยี 4G ที่เน้นเรื่องความเร็วในการรับส่งข้อมูล การใช้แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ หรือการดูหนัง ฟังเพลงแบบออนไลน์ ซึ่งการใช้งานรูปแบบนี้เป็นเพียงการเชื่อมต่อระหว่างคนและอุปกรณ์เท่านั้น

            สำหรับเทคโนโลยี 5G นั้น ความเร็วเป็นเพียงเรื่องเบสิก ความสามารถของเทคโนโลยี 5G จะทำให้ผู้ใช้ก้าวสู่โลกอนาคตของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์กับอุปกรณ์ เบื้องหลังคือสมองกล AI (Artificial Intelligence) และการวิเคระห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big data analytics) ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้จะก่อให้เกิดบริการใหม่ๆ ที่โลกยังไม่เคยสัมผัสกันอีกมาก

            การที่จะให้เทคโนโลยี 5G เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างยั่งยืนนั้น เทคโนโลยี 5G จะต้องเป็นมากกว่าแค่ท่อส่งอินเทอร์เน็ต (internet pipe) และต้องมีการสนับสนุนความสามารถให้กับอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้สามารถนำจุดเด่นของ 5G ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

            ดังนั้นการใช้งานหรือ ยูสเคส (use case)  ต่างๆควรจะถูกนำมาทดสอบ และปรับแต่งให้เข้ากับอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น การใช้ eMBB (enhanced Mobile Broadband) และ FBB (Fixed Broadband) เพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง ซึ่งการใช้งานเช่นนี้ต้องการความจุของคลื่นในย่านความถี่สูง เพื่อกระจายสัญญาณไปยังบ้านและธุรกิจในเขตชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่คลื่นย่านความถี่ต่ำอาจจะเหมาะสมกับยูสเคสอื่นๆ เช่น การผ่าตัดทางไกล (remote surgery) หรือบริการฉุกเฉิน (emergency service) ที่ต้องการความแม่นยำและเสถียรของสัญญาณสูง ส่วนยูสเคส (use case) อื่นๆ เช่น สมาร์ทเฮลท์ (smart health) สมาร์ทซิตี้ (smart city) โลจิสติก ที่มีการผสมผสานของการรับส่งข้อมูลปริมาณมากและจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อสูงอาจใช้ความถี่หลายๆ ย่านมารวมกันให้บริการ

            จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี 5G ต้องการปริมาณคลื่นความถี่จำนวนมาก ทั้งคลื่นทั้งย่านความถี่ต่ำ (low band) ความถี่กลาง (mid band) และความถี่สูง (high band) เพื่อรองรับข้อกำหนดที่หลากหลายของการรับส่งข้อมูล และรองรับการใช้งานในพื้นที่ที่ครอบคลุมการใช้งานแตกต่างกัน โดยหากดูตามมาตรฐานสากลแล้วโอเปอร์เรเตอร์จะต้องมีคลื่นความถี่ไม่น้อยกว่า 100MHz ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดในประเทศไทยมีคลื่นความถี่เพียงพอต่อการให้บริการ 5G

          3 ปัจจัยหนุนไทยไม่ตกขบวน 5G

            หากประเทศไทยสามารถให้บริการ 5G ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศได้โดยเร็ว ย่อมทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจเกิดการปรับตัว มีการนำเทคโนโลยีหลายรูปแบบเข้ามาใช้งาน ไปจนถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆที่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะทำให้ประเทศไทยพลิกเกมขึ้นเป็นผู้นำในเทคโนโลยี 5G นั้นจะต้องมี 3 ปัจจัยสำคัญ คือ

               1. การกำกับดูแล (Regulation) กฎระเบียบต่างๆ ต้องเอื้อให้เทคโนโลยี 5G เกิดได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้ใช้ทรัพยากรเศรษฐกิจร่วมกัน รวมไปถึงการอนุญาตให้ผู้ให้บริการสามารถเข้าไปติดตั้งระบบอุปกรณ์โครงข่ายพื้นฐานในอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อให้ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมได้คุ้มค่า เพื่อที่ 5G จะสามารถขยายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

               2. แผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Roadmap) ต้องมีการกำหนดว่าจะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใด เมื่อไร ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดแผนที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันโอเปอร์เรเตอร์ในประเทศไทยยังมีคลื่นความถี่ไม่เพียงพอ และการจัดสรรคลื่นความถี่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นประเทศไทยจะต้องมีแผนงานในการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เป็นรูปธรรม ทั้งรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ ช่วงเวลา และย่านความถี่ที่จะนำมาจัดสรร

               3. การร่วมมือ (collaboration) ความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ให้บริการและผู้บริโภค คือหัวใจสำคัญในการสร้าง Ecosystem ของเครือข่าย 5G ที่เข้มแข็งและยั่งยืน การมี Ecosystem ที่สมบูรณ์จะช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมขึ้นตลอดเวลา เพราะบริการบนเครือข่าย 5G จะเกิดขึ้นได้ด้วยการสร้าง Ecosystem หรือ ทดสอบยูสเคสต่างๆ ก่อนจะนำมาพัฒนาสู่ธุรกิจจริง เพราะเทคโนโลยี 5G สามารถปรับใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเกษตรต้องการ Smart drone ภาคการบริการสาธารณสุขต้องการ Remote surgery เพื่อให้บริการทางการแพทย์กับพื้นที่ห่างไกลได้อย่างแม่นยำเป็นต้น

 

 

ปูทางไทยสู่ยุค 5G ให้ "ยูสเคส" ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

บทความโดย

ดร. เอก จินดาพล

ผู้อำนวยการและผู้เชี่ยวชาญพิเศษฝ่ายกลยุทธ์เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

 


Related News