เทคโนโลยีการเงิน
ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

ปฏิวัติเกษตรกรรมไทยให้ทัดเทียมโลก ดีแทคทำฟาร์แม่นยำ (Precision Farming) แบบเรียลไทม์ด้วย 5G ใช้โดรนและดาวเทียมจัดการฟาร์ม  พร้อมผลักดันข้อจำกัดด้านกฏระเบียบต่างๆ

                ดีแทคสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อเปิดทดสอบการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ยกระดับการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการบริหารจัดการแปลงเกษตร โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน มาทำหน้าที่ฉีดพ่นปุ๋ยและสารอาหารที่จำเป็นให้กับพืชในแปลงปลูกขนาดใหญ่มากกว่า 50 ไร่ขึ้นไป โดยจะใช้คลื่นย่านความถี่ต่ำเพื่อครอบคลุมสัญญาณทุกพื้นที่ในแปลงเพาะปลูก และคลื่นย่านความถี่สูงเพื่อควบคุมความแม่นยำของโดรน ที่ทำงานร่วมกันกับ RTK ซึ่งเป็นระบบระบุพิกัดและตำแหน่ง ที่มีความแม่นยำสูงมาก ทำให้เกษตรกรระบุตำแหน่งฉีดพ่นปุ๋ยได้ตรงความต้องการแม้จะอยู่ในพื้นที่มีสิ่งกีดขวางหรือถูกปกคลุมหนาแน่น

                ปัจจุบันพื้นที่แปลงปลูกมากกว่า 138 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ 43% ของประเทศไทย (ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 321 ล้านไร่ หรือ 513,000 ตารางกิโลเมตร) พบว่าเกือบทั้งหมดยังใช้แรงงานคนหรืออุปกรณ์ที่ไม่ทันสมัยในการฉีดพ่นปุ๋ย และดูแลพืช ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไปและขาดประสิทธิภาพ การขาดแคลนแรงงาน ขาดแคลนน้ำ ขาดแคลนข้อมูลจำเป็นเพื่อการตัดสินใจ เป็นต้น

                 ทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการสูง และไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผลผลิตต่อไร่มีปริมาณต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ จากผลการศึกษาการใช้โดรนจัดการแปลงปลูกในหลายประเทศพบว่า โดรนสามารถช่วยประหยัดน้ำได้ 90% ลดเวลาทำงานได้มากถึง 80% ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตลงต่ำกว่า 30-50% สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้น 10-35% พร้อมทั้งสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีได้อีกด้วย

                นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ปัจจุบัน มีบริษัทผู้ผลิตและกลุ่มนักศึกษา นักวิจัยร่วมกันพัฒนาและผลิตโดรน รวมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อรองรับการใช้งานโดรนในสาขาอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมทั้ง โดรนเพื่อการเกษตร แต่นี่จะเป็นครั้งแรกในไทยที่จะมีการทดสอบทดลองร่วมกันในการนำโดรนมาใช้ในภาคการเกษตรบนเทคโนโลยี 5G ที่จะให้ประสบการณ์การใช้งานและอรรถประโยชน์ที่แตกต่างจากการใช้งานโดรนบนเทคโนโลยี 3G และ 4G ที่มีในปัจจุบัน กล่าวคือ ผู้ใช้งานโดรนฉีดพ่นปุ๋ยในแปลงปลูกขนาดใหญ่มากกว่า 50 ไร่ขึ้นไป จำเป็นที่จะต้องสื่อสารไปและกลับระหว่างผู้สั่งคำสั่งไปที่โดรนให้ฉีดพ่นปุ๋ยเฉพาะจุด”

                ทั้งนี้ ผู้สั่งจะต้องเห็นภาพ “แบบเรียลไทม์” ที่ส่งมาจากโดรนในขณะบินอยู่เหนือแปลงปลูก ภาพที่ส่งมาจะถูกนำมาประมวลผลแบบเรียลไทม์เช่นกันร่วมกับข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ เช่น สีของใบ อุณหภูมิของดิน และสภาพอากาศ เป็นต้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำของเกษตรกร

                ดีแทคจะทำการทดลองในแปลงเกษตรสาธิตระบบปิดเป็นช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจะนำมาทดลองในแปลงเปิดที่มีสภาพแวดล้อมเหมือนจริงทุกประการ นอกจากการนำ 5G มาใช้เพื่อการใช้งานจัดการในแปลงเกษตรขนาดใหญ่แล้ว ดีแทคจะยังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเปิดการทดลองงานการเกษตรในด้านต่างๆ เพิ่มเติมอีก แทคจะนำเสนอเป็นรายงานข้อเสนอแนะทางด้านเทคนิคและข้อสังเกตในเรื่องกฎระเบียบในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้งานจริงในภาคการเกษตรเป็นลำดับต่อไป

                ทีโอที พร้อมเป็นหน่วยงานกลางลงทุน-ดูแลโครงข่าย 5G ของประเทศ สร้างเมืองไร้สายให้เป็นจริง กับเสาอัจฉริยะ “Smart Pole” ที่รวมทุกดิจิทัลเซอร์วิสเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศชั้นนำของโลก

                ทีโอทีร่วมมือดีแทคสร้างสรรค์นวัตกรรมเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของคนไทยในยุคดิจิทัล เตรียมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เทคโนโลยีการสื่อสารยุค 5G ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักของ ทีโอที คือ 1. สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้า 2. ให้บริการอย่างมีคุณภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยและ 3. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่ยุคดิจิทัล

                สำหรับโครงการทดสอบการใช้งาน 5G Testbed  นั้น ทีโอที จะนำเสาอัจฉริยะ หรือสมาร์ทโพล (Smart pole)ซึ่งเป็นเสาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค 5G ที่ออกแบบให้ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure sharing) โดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารทุกรูปแบบ ทั้งอุปกรณ์สื่อสาร 5G, อุปกรณ์กระจายสัญญาณ WiFi, กล้องวงจรปิด CCTV, ไฟฟ้า, แสงสว่าง, EV Charging Station จอดิสเพลย์ รวมถึง IoT  ทั้งนี้ เสาอัจฉริยะ Smart pole นี้จะถูกนำไปทดสอบ 5G Testbed  ในพื้นที่ตามที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน กสทช.

                ปัจจุบันมีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อประโยชน์ในภาพรวมของประเทศในการเข้าสู่ 5G  ซึ่งใช้คลื่นความถี่สูงย่าน 26-28 GHz โดยคลื่นย่านความถี่สูงที่จะนำมาใช้งานนั้นมีการกระจายสัญญาณได้ในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องขยายเสาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าการให้บริการด้วยคลื่นที่ใช้ในปัจจุบันถึง 40 เท่า โดยจะต้องสร้างสถานีฐานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 40-50 เท่า ซึ่งเสาอัจฉริยะ (Smart pole)จะทำให้เกิดความร่วมมือของอุตสาหกรรมในประเทศในการเข้าสู่ 5G

                ดร.มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที (จำกัด) มหาชน กล่าวย้ำว่า “ปัจจัยที่สำคัญคือการมีหน่วยงานกลางที่ดูแลเสาอัจฉริยะ (Smart pole)ซึ่งจะทำให้การขยายสัญญาณ 5G และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสส่งเสริมผู้ให้บริการรายใหม่ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่สามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมได้มากขึ้น เป็นประโยชน์ในภาพรวมของประเทศในการเข้าสู่ 5G 

                รวมถึงเป็นการลดต้นทุนของประเทศในการติดตั้งซ้ำซ้อน ลดระยะเวลาในการติดตั้งโครงข่าย ทำให้สามารถขยายได้ครอบคลุมเร็วยิ่งขึ้นที่สำคัญสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทีโอที มีศักยภาพความพร้อมที่จะเป็นหน่วยงานกลางในการพัฒนาโครงข่าย 5G ของประเทศ ทั้งด้านเงินทุน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และบุคลากรที่มีประสบการณ์ที่พร้อมจะร่วมเป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5G เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาให้ทัดเทียมกับทุกประเทศในภูมิภาคแล้ว ยังส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมและทัศนียภาพที่สวยงามอีกด้วย”

 

CAT วางระบบเซ็นเซอร์จับฝุ่น PM2.5 หวังลดเสี่ยงของคนกรุงที่จะตายจากมลพิษทางอากาศ

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)ได้นำโครงการ “PM2.5 Sensor for All” วัดค่าคุณภาพอากาศ มาร่วมทดสอบกับดีแทค ซึ่งปัจจุบันมลพิษทางอากาศเป็นปัญญาใหญ่โดยเฉพาะเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าประเทศจีนมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี โดยเว็บไซต์ airvisualรายงานดัชนี้คุณภาพอากาศโลก (World Air Quality Index)พบว่าค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่เกินระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง จนติดอันดับหนึ่งในสิบเมืองค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานของโลก

จากปัญหาดังกล่าว CAT ได้คำนึงถึงความสำคัญต่อคุณภาพอากาศ จึงได้ร่วมทดสอบบริการจริง (Use case) จากโซลูชั่นเซ็นเซอร์ IoT วัดค่าคุณภาพอากาศแบบเจาะจงพื้นที่และรายงานผลเรียลไทม์ (Real time) ในระยะแรกได้ติดตั้งอุปกรณ์ 20 แห่งรอบบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อการทดสอบ

โซลูชั่นวัดค่าคุณภาพอากาศจะทำงานผ่านโครงข่าย LoRaซึ่งเชื่อมต่ออุปกรณ์ด้วยคุณสมบัติโครงข่ายที่ CAT ออกแบบการทำงานสำหรับ Internet of Things (IoT) มีจุดเด่นในการรับ-ส่งข้อมูลได้ในระยะไกล 5-15 กิโลเมตร ใช้พลังงานในช่วงรับ-ส่งข้อมูลค่อนข้างต่ำ โดยเซ็นเซอร์จะวัดค่าคุณภาพอากาศเป็นมูลส่งมาจัดเก็บบน IRIS Cloud (บริการคลาวด์เก็บข้อมูลของ CAT ที่ถูกออกแบบมาโดยรับประกัน Uptime 99.9% และมีระบบรักษาความปลอดภัยของการแบ็กอัพข้อมูลที่ได้รับมาตรฐานสากล และผู้ใช้งานสามารถบริหารจัดการข้อมูลได้ด้วยตัวเอง)

พันเอก ดร. สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศจากการทดสอบที่ได้จัดเก็บไว้แบบเรียลไทม์ด้วยระบบคลาวด์ ผ่านเซ็นเซอร์ในพื้นที่แต่ละแห่งนั้น เมื่อใช้งานโครงข่าย 5G จะสามารถยกระดับจาก IoT สู่ massive IoT ติดตั้งเซ็นเซอร์จำนวนมากได้เพิ่มขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น และยังสามารถนำมาออกแบบสู่แหล่งข้อมูลกลางที่นำเก็บค่าดัชนีคุณภาพอากาศจากทุกพื้นที่นำมาประมวลผลร่วมกัน (Calibrate) เป็นบิ๊กดาต้าบนคลาวด์ที่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศของไทยมาตรฐานกว่าที่เคยมีรายงานมาก่อน”

การทดสอบดังกล่าวจะสามารถพัฒนาสู่รูปแบบทางธุรกิจ เช่น หน่วยงานหรือบริษัทต้องการนำข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศซึ่งรายงานผ่านระบบคลาวด์ไปออกแบบใช้งานด้านปรับปรุงคุณภาพอากาศต่างๆ บนแอปพลิเคชัน หรือภาครัฐสามารถออกแบบป้องกันค่าฝุ่นละอองได้แม่นยำยิ่งขึ้น

นอกจากพื้นที่การทดสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว  CAT ยังมีแผนที่จะติดตั้งทดสอบเพิ่มตามโรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า หรือที่ต้องการความปลอดภัยด้านชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น


Related News