วารสารการเงินธนาคาร
People : จิตวุฒิ ศศิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด

จิตวุฒิ ศศิบุตร

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด

 

แมกซี่ควบรวมฮาวเด้น

ก้าวสู่โบรกเกอร์ประกันระดับอินเตอร์

 

จากผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งรองประธานบริษัทนายหน้าประกันภัยอันดับ 1 ของโลก ที่ไม่ว่าจะไปทางไหนก็มีแต่คนอ้าแขนต้อนรับ จิตวุฒิ ศศิบุตร กลับเลือกทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังเพื่อไปเริ่มต้นใหม่ในการเป็นเจ้าของบริษัทนายหน้าประกันภัยในนาม  แม็กซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์  โดยยอมที่จะเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อยๆ สร้างชื่อเสียงจนได้รับการยอมรับและเติบโตอย่างสวยงาม

จนมาถึงวันนี้ที่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อแม็กซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ ฮาวเด้นท์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ส บริษัทนายหน้าประกันภัยในเครือ ไฮพีเรียน อินชัวรันส์ กรุ๊ป  จนกลายเป็น บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ที่มี  จิตวุฒิ ศศิบุตร นั่งเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

กว่าจะเป็นแมกซี่ อินชัวรันส์

จิตวุฒิกล่าวว่า การเริ่มต้นใหม่เพื่อสร้างบริษัท แม็กซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ถือเป็นความท้าทายในชีวิตการทำงานอย่างมาก เพราะถือเป็นการทุบหม้อข้าวเพื่อปั้นบริษัทขึ้นมาให้ได้ แต่ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดด้วยความที่เริ่มต้นจากคนๆ เดียว จึงต้องทำเองทุกหน้าที่ ตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท การขอใบอนุญาต การหาลูกค้า

“ลูกค้าคนแรกคือมาจากคนใกล้ตัวอย่างคุณพ่อของดร. ดร.สัณหวุฒิ  เลขา พนักงานบริษัทของ MGC ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ดูแลลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง  จนได้รับการแต่งตั้งจากบีเอ็มดับเบิ้ลยู ให้ดูแลลูกค้าทั่วประเทศด้วย จึงทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สามารถขยายจากธุรกิจประกันภัยรถยนต์ สู่ประกันชีวิตและประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์เพิ่มเติมได้”

จิตวุฒิกล่าวว่า การออกมาตั้งบริษัทในครั้งนี้ทำให้เกิดเรียนรู้อย่างมากมาย จากเดิมที่เคยอยู่ภายใต้แบรนด์ระดับโลกในการไปหาลูกค้าต่างก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่เมื่อกลายมาเป็นแม็กซี่ อินชัวรันส์ บริษัทนายหน้าเล็กๆ ที่เริ่มจากศูนย์ หรือแทบจะติดลบ ลูกค้าก็แทบจะไม่มีอยู่ในพอร์ต ธุรกิจจะไปรอดหรือไม่ก็ยังไม่ชัดเจน

สิ่งเกิดขึ้นเกือบจะทำให้พนักงานที่ตัดสินใจมาทำงานกับบริษัทท้อแท้และถอดใจแล้ว แต่ในฐานะเจ้าของบริษัทกลับมองว่าเป็นสัจจธรรมของชีวิตที่ทำให้เกิดแรงต่อสู้เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ ย้อนไปในวันนั้น จึงมักจะให้กำลังใจกับทีมงานอยู่เสมอในการทำงานว่า อย่ามองเรื่องของการสร้างกำไรมากๆ แต่ให้มองเรื่องของบริการที่ลูกค้าจะได้รับ เพื่อสร้างความประทับใจและเลือกใช้บริการกับบริษัท

 “ในวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปถือว่าตัดสินใจถูก  ช่วงที่ออกจากเอออนอายุประมาณ 35 ปี  ลูกก็ยังเล็ก แต่เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องลุยกันไป ทุบหม้อข้าวกันเลย ส่วนทีมที่ตามมาด้วยก็ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ และเติบโตไปกับเราอีกทั้งได้ประสบการณ์มากกว่าอยู่กับบริษัทอื่นด้วย”

ผ่านไป 10 ปี หลังก่อตั้งบริษัทก็เติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ  โดยสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้เป็นจำนวนมาก เห็นได้จากอัตราการต่ออายุกรมธรรม์กว่า 70% ขณะที่ในอุตสาหกรรมมีอัตราการต่ออายุเพียง 30% เท่านั้น

 

 ติดตามอ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ในคอลัมน์ People วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือน เมษายน 2562 ฉบับที่ 444 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News