บทวิเคราะห์
กำไรสุทธิของกลุ่มธ.พ.ไตรมาส 1/2562 ได้แรงหนุนจากการบันทึกรายการพิเศษ

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2562 กำไรเติบโตดี...แต่จากรายการพิเศษ โดยภาพรวมธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งบันทึกกำไรสุทธิรวม 5.51 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 1/2562 เพิ่มขึ้น 35.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2561 และขยับขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2561 เนื่องจากรายได้และกำไรพิเศษที่เกิดขึ้นระหว่างไตรมาส ทั้งจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและการรับรู้รายได้จากการขายสินทรัพย์ สามารถชดเชยจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงาน ตามการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ และลดทอนแรงฉุดจากผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลได้

              อย่างไรก็ดี หากหักผลจากปัจจัยพิเศษต่างๆ ออกไปแล้ว จะพบว่า สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจที่แท้จริงของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี 

              เมื่อหักผลของรายการพิเศษ เพื่อประเมินภาพที่แท้จริงของผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษีเงินได้ ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2562 อยู่ที่ 6.57 หมื่นล้านบาท (เทียบกับ 7.39 หมื่นล้านบาทตามที่ปรากฎในงบการเงิน) ทั้งนี้ แม้กำไรดังกล่าวจะยังคงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2561 แต่ก็เป็นระดับที่ลดต่ำลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2561 ซึ่งอยู่ที่ 6.89 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ยังคงหดตัวลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1/2562 อีก 13.7% YoY

              และเป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ว่าอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ยังคงสามารถประคองตัวอยู่ที่ระดับ 3.2% ในไตรมาส 1/2562 แต่หากปรับผลของรายการพิเศษออกไปแล้ว จะพบว่า NIM ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลับชะลอลงมาอยู่ที่ 3.13% ซึ่งสูงกว่า NIM ของไตรมาส 1/2561 ที่ 3.08% เพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ ทิศทางที่ดีขึ้นของกำไรจากการดำเนินการ ยังเป็นผลมาจากการลดลงของการบริหารจัดการด้านต้นทุน และการปรับตัวลงของค่าใช้จ่ายในการกันสำรองเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญด้วยเช่นกัน

              เมื่อมองไปข้างหน้า แม้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะมีแนวทาง/วิธีในการรับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวที่แตกต่างกัน แต่การประคองความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ (Core Business) ยังคงเป็นความท้าทายที่รออยู่ในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยังต้องรอสัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เงื่อนไขสำคัญๆ ที่มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในระยะข้างหน้า ได้แก่

              รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ยังอาจเผชิญข้อจำกัดในการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรายได้สุทธิจากธุรกิจประกัน ยังคงฟื้นตัวในกรอบที่จำกัดในช่วงระหว่างการปรับตัวรับเกณฑ์การกำกับดูแลการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมจากส่วนอื่นๆ ยังไม่สามารถเติบโตขึ้นมาเท่าทันพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมธุรกรรมโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลได้ 

              การเติบโตของสินเชื่อในภาพรวม ยังคงต้องรอบรรยากาศการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งทำให้ในเบื้องต้น แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประเมินอัตราการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2562 ที่ประมาณ 5.0% ตามเดิม แต่จะติดตามสถานการณ์การเบิกใช้สินเชื่อของภาคธุรกิจ ทั้งในส่วนของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจ SMEs ในระยะข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

              รวมถึงทิศทางของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มีสัดส่วนถึงประมาณ 50% ในพอร์ตสินเชื่อรายย่อยของระบบธนาคารพาณิชย์) ซึ่งอาจเติบโตในกรอบที่จำกัดลง หลังจากที่มีการเร่งตัวขึ้นไปค่อนข้างแล้วตามภาพรวมกิจกรรมในตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงไตรมาส 1/2562 เพื่อเลี่ยงช่วงเวลาการบังคับใช้เกณฑ์การกำหนดการวางเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้าน (มาตรการ LTV ใหม่) ของธปท. ที่เริ่มมีผลบังคับแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2562 ที่ผ่านมา

              นอกจากนี้ จังหวะการขยายตัวของสินเชื่อหลายๆ ประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่น่าจะยังตั้งอยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้น ทำให้มีประเด็นที่อาจต้องติดตามเพิ่มขึ้น ก็คือ การขยายพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเป็นเป้าหมายของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง จะต้องเติบโตต่อเนื่องและเร็วเพียงพอ ภายใต้กลยุทธ์ที่ไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อที่จะช่วยประคองให้อัตราผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ (Yield on Loans) และอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) สามารถทรงตัวหรือมีโอกาสขยับสูงขึ้นได้ในไตรมาสที่เหลือของปี 

              การบริหารจัดการปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ ยังคงเป็นโจทย์ยากภายใต้ทิศทางเศรษฐกิจที่ยังมีจังหวะการฟื้นตัวที่ไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า ปัจจัยภายในประเทศ สถานการณ์กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และราคาพลังงานในตลาดโลกที่อาจทรงตัวในระดับสูง อาจมีผลกระทบต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเพิ่มการดูแลคุณภาพของสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว อาจทำให้รายการค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญลดลงช้ากว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

              ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลงบการเงินของธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง พบว่า ยอดคงค้างเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ยังคงมีทิศทางขยับขึ้นในไตรมาส 1/2562 มาอยู่ที่ 4.449 แสนล้านบาท (สูงกว่ายอดคงค้าง NPLs ที่ 4.375 แสนล้านบาทในไตรมาส 4/2561 และยอดคงค้าง NPLs ที่ 4.370 แสนล้านบาทในไตรมาส 1/2561) ขณะที่ ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

              ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารพาณิชย์หลายๆแห่ง จะมีการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญในระดับสูงแล้วในขณะนี้ แต่ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ว่า หากปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ก็อาจมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องกลับมาดำเนินนโยบายการตั้งสำรองฯ ด้วยความระมัดระวังมากขึ้นในระยะข้างหน้าด้วยเช่นกัน


Related News