Money Product
บลจ.วี สบจังหวะตลาดหุ้นจีนขาลง ออก IPO กอง WE-CHINA6M 

 

“บลจ.วี ออกกองทุนหุ้นจีน ชี้เศรษฐกิจยังเติบโตจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เปิด IPO กองทุน WE-CHINA6M วันที่ 27-29 พ.ค.2562 ชูโอกาสรับผลตอบแทน 6%* ใน 6 เดือน”

               นางสาวงามนภา ธวัชโชคทวี กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (บลจ.วี) เปิดเผยว่า หลังจาก บลจ.วี เปิดขายกองทุนเปิด WE-US6M ไปเมื่อวันที่30 เม.ย.-8 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่สนใจการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่องรวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มนักลงทุนที่กำลังมองหาจังหวะการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง บลจ.วี จึงเปิดเสนอขาย IPO กองทุน WE-CHINA6M ต่อเนื่องระหว่างวันที่ 27-29 พ.ค.2562 นับเป็นกองทุนที่ 4 จาก บลจ.วี ที่เปิดเสนอขาย IPO นับตั้งแต่ที่ได้รับการอนุมัติให้เริ่มประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนรวม ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

               ด้วยทีมงานของ บลจ.วี ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการลงทุนบริษัทจึงมีความเชื่อมั่นว่ากองทุน WE-CHINA6M  จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างโอกาสการลงทุนและคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่อเนื่อง

               นางสาวนิตยา เลิศแสงเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการ บลจ.วี กล่าวว่า เศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่รัฐบาลจีนได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามการค้า ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ , การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการลงทุนในสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ , การพัฒนาระบบเครือข่าย 5G  และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) รวมถึงการขยายการใช้เทคโนโลยีสู่เขตชนบทของประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนยังสามารถเติบโตต่อไปได้ ซึ่งสะท้อนได้จากตัวเลขการจ้างงาน , ตัวเลขการบริโภคในประเทศและการลงทุนต่างๆ ที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว

               ทั้งนี้ผลกระทบจากสงครามการค้าซึ่งทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมา และด้วยมุมมองที่ยังเป็นบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีน บลจ.วี จึงเปิดขายเสนอขายครั้งแรก (IPO) กองทุนเปิด วี ไชน่า 6M (WE- CHINA6M) วันที่ 27-29 พ.ค. 2562 โดยกองทุนเน้นลงทุนในกองทุน ETF ที่มีนโยบายลงทุนในประเทศจีน ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตและได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มสถาบันการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มก่อสร้าง

               กองทุน WE-CHINA6M ตั้งเป้าผลตอบแทน 6% ใน 6 เดือน  โดยกองทุนจะเลิกกองทุนตามเป้าหมายเมื่อมีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ผ่านระดับ 10.63 บาท ต่อหน่วยและ NAV ที่รับซื้อคืนขั้นต่ำ 10.60 บาทต่อหน่วย โดยบริษัทจะดำเนินการสับเปลี่ยนเข้ากองทุนเปิด วี มันนี่ มาร์เก็ต ภายใน 5 วันทำการนับตั้งแต่วันถัดจากวันคำนวนราคารับซื้อคืนหน่วยอัตโนมัติ  โดยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท

               ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนของกองทุนเปิด WE-CHINA6M จะคัดเลือกหน่วยลงทุนของกองทุน ETF ในจีนที่มีการเติบโตดี โดยพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) ประมาณ 60% จะทยอยลงทุนในกองทุน HANG SENG CHINA ENT IND ETF ที่ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในดัชนี H-SHARE ETF และ กองทุน TRACKER FUND OF HONGKONG ที่ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในดัชนี HANG SENG ETF

               และพอร์ตเชิงรุก (Tactical Portfolio) ประมาณ 40%  จะลงทุนในกองทุน ISHARE  FTSE A50 CHINA ETF ที่ลงทุนในหุ้นที่จะทะเบียนในดัชนี A-Share ETF  และอาจพิจารณาลงทุนในกองทุน ICBC CSOP S&P New China Sectors ETF  ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นเศรษฐกิจใหม่ของจีน (New China Economy Stocks) ซึ่งเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Tencent,  Alibaba, Ping An Insurance โดยเน้นจับจังหวะลงทุนในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงแต่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนเพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

               นายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (บลจ.วี) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบจากข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐฯเรื่องการเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รวมถึงล่าสุด (10 พ.ค) สหรัฐฯได้เก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีน

               แต่อย่างไรก็ตาม บลจ.วี ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบไม่มากนักเนื่องจากมีมาตรการทางเศรษฐกิจของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาผลกระทบ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาพื้นฐานของตลาดหุ้นจีนแล้วจะเห็นได้ว่า ดัชนีส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นจีน ยังคงคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (Earning Per Share) อยู่ในระดับที่ดี โดยดัชนีตลาด A-Share คาดการณ์ว่ายังเติบโตที่ระดับ 17.02% เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา (YoY)

               ขณะที่ดัชนีตลาด H-Share คาดว่าเติบโตที่ระดับ 5.59%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) รวมไปถึงดัชนี Hang Sengคาดว่าจะชะลอลงเล็กน้อยที่ระดับ -0.90%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่คาดว่ายังเติบโตได้แบบมีเสถียรภาพใน 6 เดือนข้างหน้าและเป็นจังหวะที่เหมาะกับการลงทุน

               นอกจากนี้ราคาพื้นฐานของตลาดหุ้นถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากราคาที่ปรับตัวลงมามากจากปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันดัชนี A-Share มีระดับ P/E อยู่ที่ 13.3 เท่า ส่วนดัชนี H-Share และ ดัชนี Hang Seng Index  มีระดับ P/E อยู่ที่ 8.7  เท่าและ 10.8 เท่า ตามลำดับจึงเป็นจังหวะที่น่าลงทุน

               “ดังนั้นด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ยังเติบโตได้ดีและด้วยจังหวะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนWE-CHINA6M ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายที่คาดหวังที่ 6% ในช่วง 6 เดือน จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นจีน” นายอิศรา กล่าว

               สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ได้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วี จำกัด  ชโทร.02-648-1555 และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร. 02-648–1111

                        


Related News