Special Article
World Exclusive : มหาเศรษฐีขี้อาย

ในรายงานของ Knight Frank’s 2019 Wealth Report ระบุว่า กรุงไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน มีมหาเศรษฐีที่กระเป๋าหนักคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,915 คน นับเป็นเมืองที่มีคนรวยพำนักอาศัยมากเป็นอันดับ 8 ของโลกในปี 2019 และคาดว่าจำนวนมหาเศรษฐีจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,864 คน ภายในปี 2023

World Exclusive : มหาเศรษฐีขี้อาย

            วันนี้ ไต้หวัน อาจไม่ฟู่ฟ่ามากมาย เมื่อเทียบกับเพื่อนเอเชียร่วมรุ่นอย่าง เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งครั้งหนึ่งในตำราเศรษฐศาสตร์ขนานนามให้เป็นชาติ “สี่เสือแห่งเอเชีย” ช่วงยุค 1980 แต่ไต้หวันก็ไม่ได้ตกแถวเสียทีเดียว ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าสะดวกสบาย น้องๆ สิงคโปร์และญี่ปุ่น ส่วนอาหารการกินก็อร่อยไม่แพ้ฮ่องกง รวมถึงพวกธุรกิจไฮเทคทั้งหลาย ก็มีหน้ามีตาในระดับหนึ่งไม่น้อยหน้าเกาหลีใต้ เช่น บริษัทคอมพิวเตอร์ Acer Inc, Asus บริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ HTC บริษัทอิเล็กทรอนิกส์แนวหน้า Foxconn ที่ป้อนอุปกรณ์สำคัญๆ ให้แก่ Apple, Amazon และ Microsoft เป็นต้น อีกทั้ง ไต้หวัน ยังมี Hightech Industrial Parks กระจายไปทั่วภูมิภาคของประเทศ เพื่อสร้างงานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ป้อนเข้าสู่ภาคธุรกิจเอกชนล้วนๆ

            ความเจริญรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลให้นักธุรกิจไต้หวันร่ำรวยมีเงินมีทองเป็นกอบเป็นกำ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงสร้างธุรกิจจะเป็นแบบขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ไม่ใช่โครงสร้างธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจต่างๆ ของไต้หวัน พวกเถ้าแก่มักจะไม่ชอบระดมทุนในตลาด พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ยอมเอาบริษัทไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง           

            ธนาคารชั้นนำสวิส UBS ที่เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั่วโลก เปิดเผยว่า ลูกค้าของธนาคารในไต้หวัน ประมาณ 90% เป็นมหาเศรษฐีที่มีธุรกิจมั่นคง แต่ไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ซึ่งธนาคาร UBS บอกว่า ลูกค้ากลุ่มนี้มีการบริหารจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของธุรกิจระดับเทพ พลอยส่งผลดีที่ทำให้ผลประกอบการของ UBS เติบโตในตลาดไต้หวันไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี

World Exclusive : มหาเศรษฐีขี้อาย

            เป็นที่น่าสังเกตว่า เศรษฐีไต้หวัน ยังชอบแอบซุกทรัพย์สินเงินทองในต่างประเทศเป็นจำนวนมากอีกด้วย อาจเป็นจิตใต้สำนึกที่ยังหวาดกลัวจีนจะเข้ามาบุกเกาะ และยึดทรัพย์สมบัติต่างๆ ไปหมด UBS รายงานว่า ปัจจุบัน เถ้าแก่ไต้หวันมีทรัพย์สินอยู่นอกประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจาก เจ้าสัวจีน ที่ขนไปฝากไว้ในต่างแดนประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเศรษฐีสหรัฐฯก็กระจายเก็บในต่างประเทศประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

            เศรษฐีไต้หวัน อาจไม่ค่อยเป็นที่เตะตาชาวโลกเท่าใดนัก เพราะพฤติกรรมส่วนตัวที่มักทำตัวลึกลับหลบๆ ซ่อนๆ ขนาดชอบลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์มากมาย เฉลี่ยประมาณ 5.4 แห่งต่อราย เทียบกับเศรษฐีฮ่องกงและเศรษฐีน้ำมันตะวันออกกลาง ประมาณ 4.2 และ 4.6 แห่งต่อราย ตามลำดับ แต่คนในวงการอสังหาริมทรัพย์โลก ยังแทบไม่ระแคะระคายว่าเจ้าสัวไต้หวันเป็นเจ้าของตัวจริงของสิ่งปลูกสร้างอลังการเหล่านั้น

            นอกจากนี้ ยังมีเรื่องนินทากันในหมู่สายการบินที่ว่า นักธุรกิจพันล้านชาวไต้หวันเกือบทั้งหมด จะไม่นั่งเครื่องบินชั้น Business Class ด้วยเหตุผลที่ติดตลกว่า อาหารไม่อร่อย อย่างไรก็ตาม การดำเนินชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป เช่น การไปช้อปปิ้งตามห้างหรู ก็ไม่ใช่ว่ามหาเศรษฐีไต้หวันจะไม่ใช้เงิน แต่อาจพิสดารนิดหน่อย เพราะไม่เดินดูข้าวของเอง แต่จะให้ร้านค้านำมาเสนอให้ในห้องรับแขก VIP เพื่อหลบสายตาชาวบ้าน เมื่อซื้อเสร็จก็เก็บกลับบ้านไปเลย แถมเคยมีข่าวเมาธ์กันว่า กระเป๋าสุดหรูยี่ห้อ Hermes ยังต้องจัดทำกระเป๋ารุ่นพิเศษให้แก่เศรษฐินีไต้หวันเฉพาะ เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าเถ้าแก่เนี้ยถือกระเป๋าแบรนด์โลก ก็ไม่รู้เหตุผลว่า เป็นเพราะเขินอาย หรือกลัวขโมยกันแน่??

 

ติดตามอ่านต่อได้ใน คอลัมน์ World Exclusive ฉบับเดือน พฤษภาคม 2562 ฉบับที่ 445 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ร้านค้าออนไลน์ที่ : http://www.ma.co.th/th/bookstore_detail.php?id=417

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News