Special Article
Huawei สร้างสถิติรายได้ & ยื่นขอสิทธิบัตรโลกสูงสุด

ในช่วงนี้ประเด็นที่กำลังพูดถึงกันทั่วโลกคงหนีไม่พ้นเรื่องที่ Huawei บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีห้ามไม่ให้บริษัทต่างๆ ทำธุรกิจด้วย แต่เราลองมาดูความจริงอีกข้อที่ว่า ในปี 2018 Huawei มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก จนมียอดการยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรสูงเป็นประวัติการณ์

              Huawei Technologies Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตมือถือ Smartphone ของจีนรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รายงานผลประกอบการโดยระบุว่า ในรอบปี 2018 บริษัท Huawei มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค ซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ Smartphone และอุปกรณ์ต่างๆ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 348,900 ล้านหยวน (ราว 52,000 ล้านดอลลาร์)

              ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่บริษัทนำผลิตภัณฑ์มือถือรุ่นพรีเมียมทยอยออกจำหน่ายให้แก่กลุ่มผู้บริโภคเป็นระยะๆ โดยเฉพาะรุ่น P series และ Mate series อีกทั้งบริษัทยังได้วางเป้าหมายเมื่อต้นปี 2019 ที่ต้องการจะเป็นผู้จัดจำหน่าย Smartphone รายใหญ่สุดของโลกให้สำเร็จภายในปีนี้ ซึ่งน่าจะยิ่งทำให้ยอดรายได้จากการขายมือถือ Smartphone ของ Huawei เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

              สำหรับผลกำไรสุทธิของ Huawei ในรอบปี 2018 มีมูลค่าประมาณ 59,300 ล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้นราว 25% จากปีก่อนหน้า ซึ่งชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปี 2017 ซึ่งมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 28% จากปีก่อนหน้า

              เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัท Huawei ได้เผชิญมรสุมทางการเมืองและธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯพยายามกีดกันบริษัทไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมการประมูลวางโครงข่ายโทรคมนาคมสื่อสารในระบบ 5G ทั้งในประเทศสหรัฐฯและประเทศพันธมิตรอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัท Huawei พยายามที่จะเข้าไปแฝงตัวในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของระบบ 5G เพื่อล้วงความลับข้อมูลต่างๆ ของประเทศนั้นๆ รวมถึงยังอาจเป็นภัยทำลายระบบสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศดังกล่าวด้วย จึงเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ Huawei ทำหน้าที่เป็นเสมือนสายลับให้แก่รัฐบาลจีน

              อย่างไรก็ตาม Huawei ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของทางการสหรัฐฯมาโดยตลอด และได้ดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างรอบคอบ จึงมีส่วนช่วยทำให้รายได้โดยรวมทั้งหมด (Global Revenue) ของบริษัทในปี 2018 มีมูลค่าสูงประมาณ 721,200 ล้านหยวน หรือราว 107,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Huawei มีรายได้รวมทั้งหมดแตะระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ หรือเพิ่มขึ้นราว 19.5% จากปีก่อน ทั้งนี้ Huawei นับเป็นบริษัทโทรคมนาคมสื่อสารยักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งมีรายได้จากตลาดต่างประเทศกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากบริษัทโทรคมนาคมสื่อสารจีนรายอื่นๆ

              นอกจากนี้ ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯบางประเทศ ได้สงวนท่าทีเกี่ยวกับคำขอร้องของสหรัฐฯที่ต้องการให้นานาชาติกีดกันบริษัท Huawei ในการเข้าร่วมประมูลวางโครงข่าย 5G ในประเทศนั้นๆ

              ประเด็นที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ บริษัทคู่แข่งของ Huawei อาทิ Ericsson จากสวีเดน และ Nokia จากฟินแลนด์ ได้แสดงปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยกับกระแสต่อต้าน Huawei โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งควรเปิดเสรีกับการพัฒนาระบบโทรคมนาคมสื่อสารจากทุกค่าย ที่พร้อมจะพัฒนาให้ยุโรปก้าวหน้าเร็วขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยุโรปค่อนช้างล้าหลัง เมื่อเทียบกับสหรัฐฯและบางประเทศในเอเชีย

              อีกทั้ง บริษัทโทรคมนาคมสื่อสารนับร้อยรายในยุโรป ได้ใช้อุปกรณ์สำคัญๆ จาก Huawei มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ดังนั้น การใช้มาตรการกีดกันอาจไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาระบบโทรคมนาคมสื่อสาร 5G ในยุโรปแต่อย่างใด

              ยิ่งไปกว่านั้น บริษัท Ericsson และ Nokia ก็ล้วนทำธุรกิจในตลาดจีนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยทั้งคู่มีสัดส่วนยอดขายในตลาดจีนไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่ายอดขายทั้งหมดของบริษัท จึงไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับจีนต้องบาดหมางกัน

              จากรายงานของ องค์การสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ The World Intellectual Property Organization (WIPO) ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดสหประชาชาติ กล่าวถึงบทบาทของ Huawei ในแง่การวิจัยและพัฒนาไว้ว่า ในรอบปี 2018 บริษัท Huawei ได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรต่อ WIPO เป็นจำนวน 5,405 รายการ เทียบกับปี 2017 ซึ่งมีจำนวน 4,024 รายการ ทั้งนี้ นับเป็นยอดการขอจดทะเบียนสูงสุดในแง่รายบริษัทอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

              โดย WIPO เป็นหน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองดูแลเกี่ยวกับสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และการออกแบบด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งผู้ที่จดทะเบียนกับ WIPO จะได้รับความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ของตนในตลาดต่างประเทศ ตามกฎกติกาที่กำหนดไว้

              นาย Francis Gurry เลขาธิการ WIPO กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาชาติเอเชียให้ความสำคัญและกระตือรือร้นต่อการจดทะเบียนสิทธิบัตรอย่างมาก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของจำนวนสิทธิบัตรทั้งหมด นอกเหนือจาก Huawei แล้ว ปรากฏว่าในจำนวน 8 อันดับแรกของโลก ยังมีบริษัทเอเชียที่ยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรจำนวนมาก ได้แก่ Mitsubishi Electric Corp (ญี่ปุ่น), ZTE Corp (จีน), BOE Technology Group (จีน), Samsung Electronics Co. Ltd (เกาหลีใต้) และ LG Electronics Inc (เกาหลีใต้)

              เมื่อพิจารณาภาพรวมรายประเทศ พบว่า สหรัฐฯยังคงเป็นชาติที่มีนักประดิษฐ์ยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรต่อ WIPO รวมกันมากที่สุด แต่ก็มีแนวโน้มที่อาจโดนประเทศจีนไล่แซงหน้าในไม่ช้า เนื่องจากการพัฒนาของจีนรวดเร็วมาก ในปี 1993 จีนมีการยื่นจดสิทธิบัตรเพียง 1 รายการ ต่อมาในปี 2017 จีนได้แซงหน้าญี่ปุ่นได้สำเร็จ และ ยังคงเดินหน้าจดทะเบียนสิทธิบัตรต่อเนื่อง โดยมีจำนวนสิทธิบัตรทั้งสิ้น 53,345 รายการ หรือเพิ่มขึ้น 9.1% ในปี 2018 ขณะที่สหรัฐฯ มีจำนวนสิทธิบัตรทั้งหมด 56,142 รายการ ในปี 2018 หรือลดลง 0.9%

              WIPO ได้ให้ข้อสังเกตอีกว่า ในแง่การขอสิทธิบัตรจากสถาบันการศึกษาในประเทศต่างๆ ปรากฏว่าสถาบันการศึกษาจากจีน ก็มีแนวโน้มขอจดสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในจำนวน 10 อันดับแรกของปี 2018 เป็นมหาวิทยาลัยจากจีนรวม 4 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยจากจีนก้าวสู่ท็อปเท็นได้สำเร็จ แสดงว่า สถาบันการศึกษาชั้นนำของจีนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น และตระหนักถึงการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น

              ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำสหรัฐฯ ได้แก่ University of California ยังคงเป็นแชมป์ ที่มีการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรมากสุดในปี 2018 จำนวน 501 รายการ ตามมาด้วย Massachusetts Institute of Technology (MIT) อันดับ 2, Shenzhen University และ South China University of Technology จากจีน ได้ก้าวกระโดดมาอยู่ในอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ โดยกระโดดข้ามมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าสหรัฐฯ Harvard University ให้ยืนอยู่ในอันดับที่ 5

              WIPO ระบุว่า มหาวิทยาลัยจากจีนได้ให้ความสำคัญด้านนวัตกรรมอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมถึง การนำผลงานวิจัยและพัฒนามาใช้ในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยทางการจีนให้ความสนับสนุนการใช้จ่ายด้าน R&D อย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยที่ใช้เงินทุนเหล่านี้เพื่อการวิจัยและพัฒนา ก็จะต้องรับผิดชอบนำผลงานการประดิษฐ์คิดค้น มาประยุทธ์ใช้ในภาคเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

              เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวคิดดังกล่าวของจีนคล้ายคลึงกับสหรัฐฯที่มีกฎหมาย US Bayh-Dole Act มานานแล้ว ซึ่งกำหนดให้งานวิจัยและพัฒนาที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลอเมริกัน ต้องนำสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป

 

             

 

              

             


Related News