บล/บลจ/ประกัน
บลจ.ยูโอบี เผย 4 เดือนแรก AUM โต 7% พร้อมแนะกระจายลงทุนสินทรัพย์คุณภาพ

บลจ.ยูโอบี คาดสิ้นปี 62 AUM โตแตะ 2.6 แสนล้านบาท หลัง 4 เดือนแรกเติบโตสูงถึง 7% เตรียมออกกองทุนใหม่เพิ่มเติมอีก 3-4 กองทุน แนะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดความเสี่ยงและความผันผวน รวมถึงลงทุนกองทุนที่มีการกระจายตัวของสินทรัพย์ และเน้นหุ้นคุณภาพสูงเป็นหลัก

            นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2562 บริษัทมีการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ณ สิ้นเดือนเมษายน ปี 2562 โดยมี AUM อยู่ที่ประมาณ 224,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 7% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2562 ในขณะที่อุตสาหกรรมเติบโตเพียง 5% (ที่มา: AIMC ณ เม.ย. 2562)

            โดยธุรกิจกองทุนรวมเติบโตกว่า 4% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่มีความหลากหลาย ทั้งกองทุนตราสารทุน กองทุนตราสารหนี้ และกองทุน RMF เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนและกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนจากสภาวะตลาดการลงทุนโลก และเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัว โดยเปิดเสนอขายกองทุนใหม่ทั้งหมด 5 กองทุน ในช่วง 4 เดือนแรก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ลงทุน จากยอดซื้อในช่วง IPO รวมทุกกองทุนกว่า 3,492 ล้านบาท

            “สำหรับกองทุนที่เติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงต้นปี 2562 ประกอบด้วย 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิด โกลบอล ควอลิตี้ โกรท ฟันด์ (UGQG) มี AUM เพิ่มขึ้น 213% หรือเพิ่มขึ้น 465 ล้านบาท กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ไดนามิค บอนด์ ฟันด์ (UDB) มี AUM เพิ่มขึ้น 67% หรือเพิ่มขึ้น 1,566 ล้านบาท และกองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFIN) มี AUM เพิ่มขึ้น 48% หรือ 3,048 ล้านบาท”

            ด้านธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบลจ. ยูโอบี นับตั้งแต่ต้นปี บริษัทได้รับความไว้วางใจให้บริหาร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) ประเภทกองทุนผสม และได้บริหารเงินลงทุนเพิ่มในส่วนตราสารทุน สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ทำให้ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีการเติบโตโดยประมาณ 21% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561

            ในส่วนของธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล บลจ. ยูโอบี ได้รับความเชื่อมั่นให้บริหารกองทุนส่วนบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเภทกองทุนผสม (ตราสารหนี้ – ตราสารทุน) ซึ่งทางบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนให้มีผลการดำเนินงานที่ดีและสม่ำเสมอเพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน

            “บลจ.ยูโอบี ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่จะเสริมสร้างความสะดวกให้กับผู้ลงทุน โดยพัฒนาบริการออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ในโลกดิจิตอล ผ่านบริการการรับชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนด้วยระบบ QR code ที่คาดว่าจะพัฒนาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในไตรมาส 2 นี้ เพื่อรองรับการชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนได้จากธนาคารชั้นนำหลายแห่ง”

            นายวนา กล่าวว่า บริษัทคาดว่าในปี 2562 มูลค่า AUM ณ สิ้นปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 260,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 15% โดยช่วงที่เหลือของปีบริษัทเตรียมออกกองทุนใหม่เพิ่มเติมอีก 3-4 กองทุน โดย บลจ.ยูโอบี มีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เน้นการรักษา และดูแลลูกค้าในแต่ละ segment อย่างชัดเจน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการและวัตถุประสงค์ในการลงทุนของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างแท้จริง อีกทั้งมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งในรูปแบบสัมมนาการให้ความรู้ คำแนะนำทางการเงินและกองทุนรวม รวมไปถึงการจัดกิจกรรม ความบันเทิงต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างความหลากหลาย ซึ่งที่ผ่านมาทางบลจ. ยูโอบี ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาโดยตลอด

            นอกจากนี้ บริษัทยังมีการทำงานอย่างใกล้ชิด และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม UOB Asset Management ประเทศสิงคโปร์ และในภูมิภาคเอเชีย ในการกำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลที่ดี ด้านจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการจับมือร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกเพื่อนำเสนอทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายแก่ผู้ลงทุน ในสภาวะการณ์ต่างๆ ทำให้กลุ่ม UOB Asset Management มีการเติบโตในระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีแผนการพัฒนานวัตกรรมในด้านต่างๆเพื่อผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากความมุ่งมั่นตั้งใจ

            ด้านมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะนี้ บลจ.ยูโอบี มองว่า สภาวะการลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งประเด็นหลักมาจากเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่มีท่าทีว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีก ล่าสุดสหรัฐฯพร้อมขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากจีนอีก หากจีนไม่ให้ความร่วมมือ ส่วนทางด้านรัฐบาลจีนได้ออกมากล่าวเตือนบริษัทเทคโนโลยีต่างๆให้เตรียมรับมือถึงผลกระทบระยะยาว หากบริษัทเหล่านี้ยกเลิกการทำธุรกิจกับบริษัทจีน ตามคำสั่งของประธานาธิบดี่ทรัมป์

            ประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้สามารถเติบโตได้ในระดับปานกลางแต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และส่งผลให้ตลาดทุนมีความผันผวนสูงขึ้น อย่างไรก็ตามธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของการเจรจาการค้า จึงเริ่มดำเนินการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน โดยตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯอาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกสองครั้งในปีนี้

            เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 1 ปรับสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ อยู่ที่ 3.2% จากไตรมาสก่อน ซึ่งโดยรวมเศรษฐกิจเติบโตได้ในเกณฑ์ดีแต่มีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการผลิต Fed ส่งสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ย หากสงครามการค้าทวีความรุนแรง การเจรจาทางการค้าที่ไม่สำเร็จจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก การเติบโตของกำไรบริษัทต่างๆมีแนวโน้มชะลอตัวลง

            ทางด้านประเทศจีนแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว แต่การเติบโตของเศรษฐกิจที่ระดับ 6 – 6.5% ยังเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง ตัวเลขภาคการผลิตปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมาหลังเศรษฐกิจในไตรมาสแรกออกมาดี การส่งออกยังมีแนวโน้มอ่อนตัว ทางรัฐบาลจีนยังคงมีความต้องการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และใช้เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหากจำเป็น เช่น การลดดอกเบี้ย การลด RRR ด้านการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯเริ่มมีผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศจีน ส่งผลให้จีนมีมาตรการตอบโต้สงครามการค้ากับบริษัทส่งออกสหรัฐฯเช่นกัน (ที่มา : Bloomberg, TISCO ESU, Deutsche Bank, ECB)

            ส่วนกลุ่มประเทศยุโรป เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นเล็กน้อย โดยในไตรมาส 1 ปรับสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์อยู่ที่ 0.4% จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากภาคการบริการและตลาดแรงงานที่สามารถเติบโตได้ดี  ภาคการผลิตยังคงอ่อนแอจากความไมแน่นอนของสงครามการค้าระหว่างประเทศ แต่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่ลดลงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจนถึงกลางปี 2563 และผลกระทบของ Brexit อาจทำให้เศรษฐกิจของ EU และ UK ชะลอตัว และ ECB ออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจ TLTRO III เพิ่มเติม เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบ       ทางด้านญี่ปุ่น แนวโน้มเศรษฐกิจส่งสัญญาณการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนโยบาย Abenomic เห็นผลช้ากว่าที่คาดการณ์ ทางด้านภาคการส่งออกและการผลิตฟื้นตัว ภาคบริการยังคงดี ส่วนค่าเงินเยนที่อ่อนลงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มดีในไตรมาสสอง ก่อนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงเดือนตุลาคม ที่อาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคในช่วงปลายปี (ที่มา : Bloomberg, TISCO ESU, Deutsche Bank, ECB)

            ส่วนเศรษฐกิจไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงจากร้อยละ 4 มาเป็นร้อยละ 3.8  ในปี 2562  โดยแรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลงตามเศรษฐกิจ ประเทศคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)

            ด้านทิศทางการลงทุน นางสาวรัชดา ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงจากภาวะสงครามการค้าอาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งต้องติดตามดูว่าจีนจะตอบโต้การขึ้นภาษีและการแบนบริษัทจีนในการทำธุรกิจกับบริษัทของสหรัฐฯอย่างไร ตลาดหุ้นจะผันผวนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการลดความเสี่ยงและความผันผวน ทางด้านหุ้น รวมถึงแนะนำลงทุนกองทุนที่มีการกระจายตัวของสินทรัพย์ และเน้นหุ้นคุณภาพสูงเป็นหลัก

            สำหรับการลงทุนในรายประเทศหรืออุตสาหกรรมเฉพาะตัว จะมีความผันผวนสูงแต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นได้ในจังหวะการลงทุนที่ถูกต้อง จึงเหมาะสำหรับการลงทุนแบบยืดหยุ่นที่จัดสรรการลงทุน ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาว และแสวงหาโอกาสในการลงทุนช่วงสั้นถึงกลาง (Satellite)

            ทั้งนี้บลจ. ยูโอบี ได้คัดสรรกองทุน 6 กองทุนเพื่อครอบคลุมโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ดังนี้

            1) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ (UGIS) ระดับความเสี่ยงกองทุน 5 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่แสวงหาโอกาสรับรายได้แบบสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงจากปัจจัยดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ PIMCO GIS Income Fund (Class I) กองทุนหลัก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพ มีนโยบายกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ที่หลากหลาย การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ

            2) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ไดนามิค บอนด์ ฟันด์ (UDB) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ The Jupiter Global Fund – Jupiter Dynamic Bond (Class I) กองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไมน้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพยสินสุทธิของกองทุน เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่สามารถลงทุนได้ทั่วโลก และสามารถลงทุนได้ในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยสามารถยอมรับความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนและผลตอบแทนของกองทุนได้ กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

            3) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFIN) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษัทจัดการจะพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินแต่ละประเภทในสัดส่วนตั้งแต่ 0-100% ของมูลค่า NAV ของกองทุน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการ ตามความเหมาะสมของสภาวการณ์ในแต่ละขณะ และกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% ของมูลค่า NAV ของกองทุน กองทุน UFIN เน้นกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 4 แห่งทั้งในและนอกประเทศ กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

            4) กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล (UOBLTF) และกองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ชนิดจ่ายเงินปันผล (UOBLTF-D) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 กองทุนจะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน โดยมีฐานะการลงทุนสุทธิในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม เงินส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในตราสารทางการเงิน และ/หรือ ตราสารแห่งหนี้ต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

            5) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ควอลิตี้ โกรท ฟันด์ (UGQG) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ United Global Quality Growth Fund (Class USD Acc) กองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักเป็นกองทุนที่จัดตั้งและบริหารจัดการโดย UOB Asset Management Ltd (Singapore)  ลงทุนในหุ้นคุณภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง มีงบดุลที่แข็งแกร่ง เพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

            6) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไดนามิค บอนด์ คอมเพล็กซ์ รีเทิร์น ฟันด์ 3Y2 (UDBC3Y2) ระดับความเสี่ยงกองทุน 5 (กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง หรือซับซ้อน - ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนนี้ได้ในช่วงเวลา 3 ปีแรกนับจากวันจดทะเบียนกองทุนได้ ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียการลงทุนจำนวนมาก) กองทุน UDBC3Y2 เสนอขายครั้งแรกในวันที่ 17 – 25 มิ.ย. 2562 กองทุนตราสารหนี้ ที่แบ่งโครงสร้างการลงทุนของกองทุนออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1) ซี่งเป็นส่วนของเงินต้น กองทุนจะกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก อายุประมาณ 3 ปี โดยมีกลยุทธ์การลงทุนครั้งเดียวเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และส่วนที่ 2 กองทุนจะลงทุนในสัญญาวอร์แรนท์ (Call Warrant) ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน Jupiter Dynamic Bond L EUR Acc ซึ่งกองทุนถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดขาลง ในขณะที่ยังคงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในตราสารหนี้

            โดยเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนและการคำนวณสัญญาวอร์แรนท์ (Call Warrant) หรือสัญญาออปชั่น (Call Option) นั้น มีโครงสร้างใน 3 ลักษณะ กล่าวคือ กรณี 1 ผลตอบแทนจากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน Jupiter Dynamic Bond L EUR Acc น้อยกว่าร้อยละ 0 (<0%) กองทุนจะได้รับผลตอบแทน 0% พร้อมเงินต้นคืน* กรณี 2 ผลตอบแทนจากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน Jupiter Dynamic Bond L EUR Acc เท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 0 แต่ไม่เกินร้อยละ 8 (0–8%) กองทุนจะได้รับผลตอบแทน 8% พร้อมเงินต้นคืน* และกรณี 3 ผลตอบแทนจากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน Jupiter Dynamic Bond L EUR Acc มากกว่าร้อยละ 8 (>8%) กองทุนจะได้รับผลตอบแทนตามผลตอบแทนที่คำนวณได้จริง พร้อมเงินต้นคืน*        (*หมายเหตุ : ผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน ทั้งนี้หากไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ (default) ในส่วนที่ 1 โดยเงินต้นไม่รวมค่าธรรมเนียมการขาย)


Related News