ข่าวรอบวัน
บริษัทในเอเชียยกเทคโนโลยี ความยั่งยืน และคนเป็นแรงขับสำคัญ ของการเติบโตในอนาคต

ผลสำรวจระดับโลกล่าสุดของธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า องค์กรธุรกิจทั่วเอเชียเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่าโอกาสการเติบโตธุรกิจในอนาคตขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ความยั่งยืน และการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพเป็นสำคัญ เพื่อใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางด้านดิจิทัล ขณะที่ 1 ใน 3 ขององค์กรธุรกิจในเอเชียกำลังให้ความสำคัญกับการขยายตลาดใหม่ๆ แต่พบว่ามีธุรกิจจำนวนมากกว่านั้นกำลังหันไปสนใจปรับปรุงผลิตภาพการผลิต (productivity) และเทคโนโลยีใหม่ๆ

บริษัทในเอเชียยกเทคโนโลยี ความยั่งยืน และคนเป็นแรงขับสำคัญ  ของการเติบโตในอนาคต

                ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นข้อค้นพบที่สำคัญจากการสำรวจครั้งล่าสุดของธนาคารเอชเอสบีซีในหัวข้อ Navigator: Made for the Future โดยได้สอบถามความเห็นขององค์กรธุรกิจกว่า 2,500 แห่งในตลาด 14 แห่งทั่วโลก โดยรวมถึงบริษัทกว่า 1,300 แห่งจากประเทศเศรษฐกิจหลักทั้ง 7 แห่งในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

 

นวัตกรรมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในเอเชีย

                ผลสำรวจเปิดเผยว่า ร้อยละ 43 ของบริษัทในเอเชียระบุว่านวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต เทียบกับร้อยละ 42 ของบริษัทในยุโรป และร้อยละ 29 ของบริษัทในอเมริกาเหนือ ตลาดส่วนใหญ่ในเอเชีย ระบุว่านวัตกรรมเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกสำหรับการลงทุน โดยมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก นั่นคือ บุคลากรและแพลตฟอร์ม ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้สอดคล้องอย่างมากกับผลสำรวจทั่วโลก

สจ็วต เทต ผู้อำนวยการบริหาร ธุรกิจพาณิชย์ธนกิจ ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ธนาคารเอชเอสบีซี

                นายสจ็วต เทต ผู้อำนวยการบริหาร ธุรกิจพาณิชย์ธนกิจ ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ธนาคารเอชเอสบีซี เชื่อว่าบริษัทในเอเชียมีความสุขและเชื่อมั่นต่อภาพรวมในอนาคตมากกว่าบริษัทในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากความคึกคักของเศรษฐกิจในภูมิภาค นายเทตกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยความเป็นเมืองที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ชนชั้นกลางที่เติบโตขึ้น ตลอดจนการลงทุนภายในภูมิภาคเอเชียและกิจกรรมทางการค้าที่มีทิศทางเชิงบวก ธุรกิจจึงกำลังมองเห็นโอกาสมากกว่าการเป็นภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น”

                นายเทต ยังเชื่ออีกว่าบริษัทในเอเชียกำลังบริหารจัดการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว นายเทตกล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทในเอเชียเข้าใจดีถึงการพลิกโฉมธุรกิจแบบเดิม ๆ และตระหนักว่าผลิตภาพการผลิตและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นสิ่งสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความยืนนานของธุรกิจ”

 

การปรับเปลี่ยนไปสู่การลงทุนอย่างยั่งยืนในเอเชีย

                จากผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 44 ของบริษัทในเอเชียคาดหวังที่จะเติบโตราวร้อยละ 3-5 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทในเอเชียเชื่อมั่นในโอกาสการเติบโตธุรกิจมากกว่าบริษัทในยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนที่ร้อยละ 32 และบริษัทในอเมริกาเหนือ ที่ร้อยละ 30 และบริษัทในเอเชียกำลังแสวงหาโอกาสในการแสดงความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อมุ่งไปสู่การเติบโตที่คาดหวังนี้

                นายเทต กล่าวว่า กลยุทธ์สำหรับธุรกิจในเอเชียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเติบโตเสมอไป “ธุรกิจกำลังมุ่งมั่นทุ่มเทด้านความยั่งยืนมากกว่าเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยร้อยละ 50 ของบริษัทกำลังวางแผนที่จะลงทุนด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้น”

                ผลสำรวจยังเปิดเผยถึงความต้องการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนที่สวนทางกันของบริษัทในเอเชีย เมื่อเทียบกับบริษัทในยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนที่ร้อยละ 39 และบริษัทในอเมริกาเหนือ ที่ร้อยละ 45 โดยในบรรดาตลาดเอเชียที่ทำการสำรวจ พบว่า บริษัทในอินเดีย (ร้อยละ 59) บริษัทในอินโดนีเซีย (ร้อยละ 57) และบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่ (ร้อยละ 60) นำหน้าบริษัทอื่น ๆ ในเอเชีย

 

คุณเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตแล้วหรือยัง

                ผลการสำรวจเปิดเผยว่า เทคโนโลยีกำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของบุคลากรในอนาคตในเอเชีย บริษัทหลายแห่งมีวัตถุประสงค์ควบคู่กันสำหรับการใช้เทคโนโลยี โดยมุ่งผลักดันไปสู่การเป็นองค์กรที่เข้าใจความรู้สึกของลูกค้า และการเพิ่มทักษะของบุคลากร

                ในด้านการให้ความสำคัญต่อลูกค้า พบว่า กว่า 3 ใน 4 ของบริษัทในเอเชีย (ร้อยละ 78) เชื่อว่าการบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยให้พนักงานเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

                นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่า การนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจกำลังส่งผลต่อทักษะที่พนักงานจำเป็นต้องมีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต ร้อยละ 21 ของบริษัทในเอเชียกำลังลงทุนเพื่อเพิ่มทักษะการตลาดดิจิทัล ร้อยละ 17 กำลังลงทุนในแบบแผนธุรกิจอย่างยั่งยืน ร้อยละ 18 กำลังลงทุนด้านการคิดออกแบบระบบ ซึ่งสอดคล้องกับบริษัทอื่น ๆ ในยุโรป และในอเมริกาเหนือ

                นายเทต ให้ทัศนะต่อสถานที่ทำงานในอนาคตของเอเชียว่า “ธุรกิจจะแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อบุคลากรมีศักยภาพ ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องฝึกฝนและพัฒนาบุคลากรให้พร้อมด้วยการใช้เทคโนโลยี เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเจริญก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน”

                นายเทต กล่าวสรุปว่า “ธุรกิจกำลังให้ความสำคัญกับบุคลากรในการดำเนินงาน แน่นอนว่าบริษัทในเอเชียเห็นว่าการยกระดับทักษะแรงงานและเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่บทพิสูจน์ความสำเร็จของธุรกิจ กลยุทธ์ และบุคลากรของตนเองในอนาคต”

                การสัมภาษณ์เก็บข้อมูลสำหรับการสำรวจในหัวข้อ Navigator: Made for the Future จัดทำขึ้นในประเทศออสเตรเลีย แคนาดา จีนแผ่นดินใหญ่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤษภาคม ปี 2562 


Related News