ธนาคาร / องค์กรธุรกิจ
กสิกรไทย หนุนลูกค้าเศรษฐีลงทุนต่างประเทศ ชูทางเลือกธุรกิจเติบโตรับเมกะเทรนด์

ธนาคารกสิกรไทยแนะลูกค้า Private Banking กระจายลงทุนต่างประเทศ เสนอทางเลือกใหม่ลงทุนในธุรกิจที่โตตามกระแสโลก

          นางสาวศิริพร สุวรรณการ Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้า Private Banking ของธนาคารกสิกรไทยมีประมาณ 12,000 ราย เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2561 ที่มีอยู่ประมาณ 11,000 ราย ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารมากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยในช่วงที่ผ่านมาลูกค้า Private Banking ของธนาคารมีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของธุรกิจ Private Banking ของธนาคารเติบโตเพิ่มขึ้นด้วย

            “หากแบ่งสัดส่วนความมั่งคั่งของลูกค้า Private Banking จะพบว่า 80% ของความมั่งคั่งเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 10-20% จึงเป็นตัวเงินที่เราจะให้การดูแลและแนะนำไปลงทุนเพิ่มเติม โดยเน้นการกระจายออกไปลงทุนต่างประเทศที่มุ่งการรักษาความมั่นคั่งเดิมเป็นสำคัญควบคู่ไปกับการสร้างความมั่งคั่งให้เพิ่มมากขึ้นด้วย”

            โดยจากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวลงและเข้าสู่ช่วงปลายวัฎจักรเศรษฐกิจ (Late Cycle) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลตอบแทนที่คาดหวังในการลงทุนมีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันความเสี่ยงก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัททั่วโลก

            ด้วยสถานการณ์นี้มองว่าธุรกิจที่เป็นผู้ชนะเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้ และคนที่จะเป็นผู้ชนะต้องเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก หรือเมกะเทรนด์ (Megatrends) ธนาคารจึงได้เสนอทางเลือกในการลงทุน กองทุนเปิดเค โกลบอล ไฮ อิมแพ็ค ธีมาติก หุ้นทุน (K-HIT) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก Allianz Global Investors Fund – Allianz Thematica Share Class P (EUR) ที่เน้นกระจายการลงทุนในหลากหลายธีมธุรกิจที่สอดคล้องกับ Megatrends ใน 4 ด้าน ได้แก่ การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Technological Innovation) ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (Resource Scarcity) และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม (Demographic & Social Change) โดยเปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 9-19 กรกฎาคม 2562

            อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในอนาคตและมองว่าสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า Private Banking คือ การลงทุนในสินทรัพย์จริง หรือ Real Asset เช่น อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น โดยที่ผ่านมาธนาคารได้เสนอทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Private Equity ซึ่งเป็นการลงทุนนอกตลาด และคาดว่าภายในไตรมาส 3 นี้ เตรียมออกกองที่ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น Real Asset ไม่ใช่การลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อตอบโจทย์การสร้างผลตอบแทนช่วงปลายวัฎจักรเศรษฐกิจที่ตลาดหุ้นอาจมีความผันผวน

            “ถ้าเป็นลูกค้าที่มีความอ่อนไหวหรือไม่สามารถทนต่อการปรับตัวของตลาดหุ้นได้จะแนะนำให้เริ่มขยับการลงทุนมาในสินทรัพย์ประเภท Real Asset เพื่อลดความกังวลจากความผันผวนของราคาหุ้น โดยออกไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการกระจายทั่วโลก ไม่ได้โฟกัสในประเทศไทยเพราะลูกค้าไพรเวทแบงกิ้งของธนาคารส่วนใหญ่มีสินทรัพย์ประเภทนี้ในประเทศไทยอยู่แล้ว ดังนั้นการจะสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมจะแนะนำให้ออกไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ”

            นอกจากนี้ สถานการณ์ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าก็เป็นจังหวะที่เหมาะสำหรับการออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย อย่างไรก็ตามในแง่การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารมุ่งเป้าให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ไปลงทุน และไม่ต้องการให้ลูกค้าต้องรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น 99% ของการพาลูกค้าไปลงทุนต่างประเทศจึงมีการป้องการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Hedging เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามกองทุนหลัก

            สำหรับคำแนะนำสำหรับการจัดพอร์ตในช่วงนี้ นางสาวศิริพร กล่าวว่า ในส่วนที่เป็น Core Portfolio ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ควรจะลงทุนในระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี การลงทุนที่แนะนำจะเน้นกระจายลงทุนทั่วโลกและอยู่ในหลากหลายสินทรัพย์ในสัดส่วนประมาณ 50-60% ของพอร์ตโดยรวม ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่มีเงินลงทุน 100 ล้านบาท แนะนำให้แบ่งเป็นส่วนนี้ 50-60 ล้านบาท

            ส่วนที่เหลือจะเป็นการลงทุนในหุ้นประมาณ 10-20% เป็นการลงทุนตราสารหนี้ 20% และอีกประมาณ 10% เป็นการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ซึ่งแนะนำกองทุนที่ใช้กลยุทธ์ Long-Short ขณะที่กองทุน K-HIT จะนับเป็นการลงทุนในส่วนของ Satellite Portfolio ที่ลงทุนหุ้น โดยสัดส่วนที่แนะนำอยู่ที่ประมาณ 5-6% ของพอร์ต หรือ 5-6 ล้านบาท สำหรับคนที่มีพอร์ตการลงทุน 100 ล้านบาท

            “แม้จะมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แต่เนื่องจากการลงทุนสร้างผลตอบแทนไม่อาจหลีกเลี่ยงจากความผันผวน หน้าที่ของเราจึงต้องหาทางเลือกที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ลูกค้ายอมรับได้และความเสี่ยงนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยเช่นกัน”


Related News