ข่าวรอบวัน
เกียรตินาคินเผยผลดำเนินงานมีกำไรสุทธิ 1,471 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7

ผลการดำเนินงานงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (ธนาคารเกียรตินาคิน และบริษัทย่อย) เปรียบเทียบกับงวดครึ่งปีแรกปี 2561 มีกำไรสุทธิไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 2,699 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.9 จากงวดเดียวกันของปี 2561 เป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุนซึ่งดำเนินการโดยบริษัททุนภัทรจำกัด (มหาชน) (ทุนภัทร) และบริษัทย่อย ได้แก่ บล.ภัทรและบลจ.ภัทรจำนวน 327 ล้านบาท

               อนึ่ง ในไตรมาส 2/2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,471 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิจานวน 1,228 ล้านบาทในไตรมาส 1/2562 หากเปรียบเทียบกับไตรมาส2/2561 กำไรสุทธิลดลงร้อยละ 5.2จากจำนวน 1,551 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2561

               กลุ่มธุรกิจฯ มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 5,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอยู่ที่ 2,146 ล้านบาทลดลงร้อยละ 2.7 จากงวดเดียวกันของปีก่อนและรายได้อื่น 1,059 ล้านบาท รวมเป็นรายได้จากการดำเนินงานทั้งสิ้น 9,176 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 จากงวดเดียวกันของปี 2561 สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 อยู่ที่ 315,050 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8,721ล้านบาทหรือร้อยละ 2.8 จากสิ้นปี 2561

 

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์

               สำหรับไตรมาส 2/2562 สินเชื่อโดยรวมของธนาคารมีการขยายตัวที่ร้อยละ 2.1 จากสิ้นปี 2561 โดยมีการขยายตัวในสินเชื่อเกือบทุกประเภทยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการหดตัวในส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หดตัวร้อยละ 2.7 จากสิ้นปี 2561 ในด้านคุณภาพของสินเชื่ออัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมณสิ้นไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ร้อยละ 4.2  ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.1 ณ สิ้นปี 2561 ทางด้านธุรกิจบริหารหนี้ธนาคารขายอสังหาริมทรัพย์รอการขายได้ในไตรมาส 2/2562 จำนวน 472 ล้านบาทและมีกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์รอการขาย 190 ล้านบาทในส่วนของธุรกิจตลาดเงินสามารถทำรายได้จำนวน 110 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2562 ทางด้านธุรกิจตลาดทุนบริษัทหลักทรัพย์ภัทรจำกัด (มหาชน) (บล.ภัทร) มีส่วนแบ่งตลาด (SET และmaiไม่รวมบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท) ร้อยละ 8.89 ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่งโดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.32 ในไตรมาส 1/2562

               ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์Basel III ซึ่งเงินกองทุนทั้งสิ้นได้รวมกำไรถึงปี 2561 ทั้งปีหลังหักเงินปันผลจ่ายอยู่ที่ร้อยละ 16.13 โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 12.37  แต่หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 2/2562 จะส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเท่ากับร้อยละ 17.29 และเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 13.53

 

ธุรกิจตลาดทุน

ประกอบด้วยธุรกิจนายหน้าธุรกิจวานิชธนกิจธุรกิจการลงทุนและธุรกิจจัดการกองทุน

ธุรกิจนายหน้า (Brokerage Business)

               บล.ภัทรดำเนินธุรกิจให้บริการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์แก่ลูกค้าประเภทสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลรายใหญ่ภายใต้บริการPrivate Wealth Management ซึ่งในกลุ่มนี้บริษัทให้บริการเป็นนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศและหุ้นกู้อนุพันธ์อีกด้วยสำหรับไตรมาส 2/2562 บล.ภัทรมีส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 8.89 เป็นอันดับที่ 1 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่งและบล.ภัทรมีรายได้ค่านายหน้า 306 ล้านบาทประกอบด้วยรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์จำนวน 269 ล้านบาทและรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ 37 ล้านบาทนอกจากนี้บล.ภัทรยังมีรายได้ค่านายหน้าจากการเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุน 128 ล้านบาท

ธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking Business)

               บล.ภัทรประกอบธุรกิจวานิชธนกิจให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ในไตรมาส 2/2562 บล.ภัทรมีรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจรวมจำนวน 65 ล้านบาทประกอบด้วยรายได้ที่ปรึกษาทางการเงิน 10 ล้านบาทรายได้การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 11 ล้านบาทและรายได้จากการเป็นตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer Agent) 44 ล้านบาท

 ธุรกิจการลงทุน (Investment Business)

               ธุรกิจการลงทุนของบริษัทอยู่ภายใต้การดำเนินงาน 2 หน่วยงานหลักโดยทุนภัทรจะเป็นผู้ประกอบการลงทุนโดยตรงภายใต้การดูแลของฝ่ายลงทุน (Direct Investment) ซึ่งรับผิดชอบการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวส่วนบล.ภัทรดูแลการลงทุนระยะสั้นโดยฝ่ายค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Equity and Derivatives Trading) เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภททุน (Equity) และกึ่งทุน (Equity-Linked Securities) ในตลาดหลักทรัพย์ฯและตลาดอนุพันธ์เป็นการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีโดยเน้นกลยุทธ์ด้านการหากำไรส่วนต่าง (Arbitrage) รวมถึงการเป็นผู้ออกและเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (Financial Products) ตัวอย่างเช่นหุ้นกู้อนุพันธ์ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์เป็นต้น

               สำหรับไตรมาส 2/2562 ฝ่ายลงทุนมีผลกำไรจากการลงทุนโดยรวมขาดทุนจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์จำนวน 13 ล้านบาทส่วนฝ่ายค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถทำรายได้จำนวน 63 ล้านบาทและเมื่อรวมกับรายได้จากการลงทุนอื่นในส่วนของการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัททำให้ในไตรมาส 2/2562 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมจากธุรกิจลงทุนจำนวน 93 ล้านบาท

ธุรกิจจัดการกองทุน (Asset Management Business)

               บลจ.ภัทรประกอบธุรกิจจัดการกองทุนภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการจัดการกองทุนรวมและใบอนุญาตประกอบธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลให้บริการด้านการจัดการลงทุนแก่ลูกค้าบุคคลทั่วไปหรือลูกค้าองค์กรนิติบุคคลที่สนใจการลงทุนในกองทุนรวมหรือกองทุนส่วนบุคคลณวันที่ 30 มิถุนายน 2562 บลจ.ภัทรมีทรัพย์สินภายใต้การจัดการของกองทุนรวมเป็นจำนวน 69,891 ล้านบาทมีจำนวนกองทุนภายใต้การบริหารรวม 34 กองทุนแบ่งเป็นกองทุนรวม (Mutual Fund) 31 กองและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 3 กองโดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 1.30  สำหรับไตรมาส 2/2562 บลจ.ภัทรมีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนรวมจำนวน 135 ล้านบาท

               สำหรับกองทุนส่วนบุคคลณวันที่ 30 มิถุนายน 2562 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 28,359 ล้านบาททั้งนี้บลจ.ภัทรมีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลจำนวน 67 ล้านบาท

ภาวะเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน

               เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ชะลอลงจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศการลงทุนภาคเอกชนโดยรวมหดตัวตามการลงทุนในหมวดก่อสร้างที่หดตัวต่อเนื่องตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง และการลงทุนในเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่หดตัวตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ และยอดจดทะเบียนรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ส่วนหนึ่งจากผลของฐานสูงในปีก่อน

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐไม่รวมเงินโอนหดตัวจากระยะเดียวกันของปีที่แล้วที่มีการเร่งเบิกจ่ายอย่างไรก็ดีการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในทุกหมวดการใช้จ่าย ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ครัวเรือนในภาคเกษตรกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากทั้งผลผลิตและราคาเป็นสำคัญด้านการส่งออกการส่งออกสินค้าในช่วง 5 เดือนแรกของปีหดตัวร้อยละ 2.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการหดตัวของอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าประกอบกับผลของมาตรการกีดกันการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

               รวมถึงวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลงต่อเนื่องภาคการท่องเที่ยวจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมในช่วง 5 เดือนแรกของปีขยายตัวร้อยละ 1.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 29 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ยังคงหดตัวต่อเนื่องโดยหดตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.3  การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี มีทิศทางชะลอลงจากปัจจัยฉุดรั้งสำคัญ ได้แก่

               หนึ่ง ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ที่อาจตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีนกระทบต่อภาคส่งออกของไทย ทั้งการส่งออกสินค้า และบริการ

               สองความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการบริโภคในประเทศในระยะต่อไปสามความเสี่ยงด้านภัยแล้งที่อาจกระทบต่อรายได้ครัวเรือนภาคเกษตรกรรมและสี่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเพิ่มสูงขึ้นที่จะกดดันการบริโภคของครัวเรือน


Related News