COVER STORY
Cover Story : กลยุทธ์ลงทุน ยุคดอกเบี้ยกลับทิศ

กลยุทธ์ลงทุน

ยุคดอกเบี้ยกลับทิศ

จากปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีความกังวลต่อสถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้มีการประเมินว่า ธนาคารกลางในประเทศสำคัญจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากช่วงครึ่งปีแรกอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในขาขึ้น เพื่อช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ในแง่ของการลงทุนด้วยสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และไม่พลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

 

เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ปลายวัฏจักร

แนะกระจายพอร์ตหลายสินทรัพย์

          นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงคำแนะนำการลงทุนช่วงที่เหลือของปี 2562 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน มีความเกี่ยวเนื่องกันค่อนข้างมาก ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงปลายวัฏจักร หรือ Late Cycle หลังจากการขยายตัวต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 11 ซึ่งตามสถิติควรจะเป็นช่วงที่มีการชะลอตัว

            แต่เนื่องจากการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลายประเทศที่ประคองไม่ให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ (QE) ตั้งแต่หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ โดยใช้แนวทางแก้ปัญหาที่เป็น Unconventional หรือมาตรการที่ไม่ปกติ แต่ปัจจุบันมาตรการเหล่านี้ถูกมองเป็นมาตรการปกติที่พร้อมนำมาใช้ได้ทุกเมื่อ เพียงแค่เศรษฐกิจมีสัญญาณชะลอตัวก็พร้อมที่จะหยิบมาใช้ได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จึงทำให้การวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจทำได้ยากมากขึ้น

            “ในช่วงต้นปี 2562 ทุกคนยังมองทิศทางดอกเบี้ยที่ไปในทางเดียวกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ น่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง แต่ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือนช่วงกลางปี มุมมองเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็กลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าน่าจะปรับลงอย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปี”

            อย่างไรก็ตาม บนพื้นฐานของความยากในการวิเคราะห์ หรือคาดการณ์ด้วยปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่เกิดขึ้น คำแนะนำในการลงทุนจึงกลับมาสู่สิ่งที่เป็นพื้นฐานคือ “Stay diversified” หรือการกระจายการลงทุน

            ทั้งนี้ เพราะแม้ว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น หรืออัพไซด์ในการลงทุนอาจจะดูเหมือนว่าค่อนข้างจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะต้องกลับถือเงินสดเพียงอย่างเดียว เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่า มาตรการหรือการดำเนินนโยบายทางการเงิน ที่ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมจะสนับสนุน ก็อาจทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ต่อไปก็เป็นได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการลงทุนท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนจึงเป็นการกระจายการลงทุนและการมีวินัยในการลงทุน

            โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อยหรือผู้ลงทุนบุคคล ที่มักจะมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น และมักจะขายหุ้นในช่วงที่ไม่ควรขายมากที่สุด หรือซื้อในจังหวะที่อาจจะไม่ควรซื้อ แต่การลงทุนที่ดีควรยึดหลักการจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation ซึ่งเป็นหลักการที่ทำให้ผู้ลงทุนมีวินัย โดยในระหว่างทางจะมีการปรับสมดุล หรือ Rebalance พอร์ตเป็นประจำ

            ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ราคาหุ้นแพงก็จะมีการขายทำกำไรออกไปบ้าง เพื่อลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น ในทางกลับกัน หากช่วงที่หุ้นราคาตกแต่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนก็จะถูกบังคับให้ซื้อเพิ่มโดยอัตโนมัติ เป็นการปรับพอร์ตให้มีความสมดุลอยู่เสมอ เพราะจะทำให้นักลงทุนมีโอกาสขายในช่วงที่หุ้นขึ้นหรือขายในเวลาที่แพง และซื้อหุ้นในเวลาที่ถูกหรือหุ้นลง เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวได้

 

ติดตามคอลัมน์ Cover Story ฉบับเต็ม ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนสิงหาคม 2562 ฉบับที่ 448 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือในรูปแบบดิจิทัล https://goo.gl/U6OnIi


Related News