วารสารการเงินธนาคาร
Young Millionaire : จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

 

บิทคับ สร้าง Blockchain Ecosystem

เปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนทั่วโลก

 

บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมี บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Online Co., Ltd) ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นบริษัทย่อย หรือที่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลรู้จักในนาม www.bitkub.com ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากกระทรวงการคลัง

โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คือ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้บริหารหนุ่มน้อยไฟแรง อายุเพียง 29 ปี จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด แต่มีความหลงใหลและเชื่อมั่นเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลก จนทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน และ Bitcoin

พร้อมทั้งได้รับรางวัล 1 ใน Top 100 คนผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก จาก LATTICE80 ผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมบล็อกเชน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น 1 ในกรรมการบริหาร สมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย ด้วย

 

Bitcoin เปลี่ยนชีวิต

บล็อกเชนเปลี่ยนโลก

จิรายุสเล่าต่อว่า หลังจากจบปริญญาโทที่ออกซฟอร์ด ปี 2556 ก็ได้เข้าไปทำงานด้านวาณิชธนกิจ (Investment Banking : IB) ที่ประเทศจีน เมื่อทำงานได้ประมาณ 2 เดือน เขาก็เริ่มรู้จัก Bitcoin ที่ขณะนั้นมีราคาพุ่งขึ้นไปถึง 1,000 ดอลลาร์ เขาสนใจ Bitcoin ทันทีและได้ทำการศึกษาเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างต่อเนื่อง จนไปเจอกับบทความเรื่อง “Why Bitcoin Matters” ซึ่งเขียนโดย Marc Andreessen ถือเป็นบทความที่เปลี่ยนชีวิต เขาเชื่อสุดแรงเกิด เพราะได้เห็นอีกมุมหนึ่งของ Bitcoin ที่กำลังจะมาเปลี่ยนแปลงโลก

“บล็อกเชน เป็นเลเยอร์ที่ 2 ของระบบอินเทอร์เน็ต โดยเลเยอร์แรกคือ TCP/IP ทำให้เกิดแอปพลิเคชั่นอย่าง LINE หรือ Facebook ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารได้ฟรี แต่สำหรับเทคโนโลยีบล็อกเชนจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า Digital Scarcity ขึ้นมา ทำให้ผู้ใช้งานสามารถอัพโหลดสิ่งที่มีมูลค่าขึ้นอินเทอร์เน็ต และสามารถทำธุรกรรมได้ พร้อมนำตัวกลางออก โดยวิธีการคือ Digitize สินทรัพย์ที่มีมูลค่า ส่งไปหาผู้อื่น”

 

จิรายุสเล่าต่อว่า ตลาดซื้อ-ขาย Bitcoin มีลักษณะแบบตลาดเสรี ราคา Bitcoin เป็นไปตาม Demand และ Supply ซึ่งในระยะสั้นราคาของ Bitcoin จะมีความผันผวนสูง แต่เมื่อมองระยะยาว ราคา Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากจำนวนถูกจำกัดไว้เพียง 21 ล้านบิทคอยน์ เท่านั้น แต่ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามความต้องการ

“สกุลเงินดิจิทัลมาแน่นอน แต่ยังไม่รู้ว่าสกุลเงินไหนจะเป็น Winner คนที่ตัดสินใจคือผู้ใช้ทั้งหมด ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง เหมือนกับโซเชียลมีเดียที่ก่อนหน้านี้ เราไม่รู้ว่าใครจะชนะ ไม่ว่าจะเป็น Hi5 Facebook Instagram Twitter Line คำถามนี้เรียกว่า Million-Dollar Question ใครรู้คำตอบ ก็จะเป็นเศรษฐีคนต่อไป หากทั่วโลกใช้บิทคอยน์เป็นเงินในโลกอินเทอร์เน็ต โดยชนะคู่แข่งทั้งหมด ราคา Bitcoin ก็มีโอกาสทะลุ 1 ล้านดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ แน่นอน”

 

โปรเจ็กต์แรกคลอดปลายปี

เพิ่มโอกาสธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุน

ปัจจุบัน จิรายุส ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมี 4 บริษัทย่อยคือ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Online Co., Ltd) เรียกได้ว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์ 2.0 ซึ่งเป็นตลาดรองสำหรับซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด (Bitkub Blockchain Technology Co., Ltd) ให้บริการเป็นที่ปรึกษาในการออกเหรียญ (ICO Portal) รวมทั้งพัฒนาและออกแบบบล็อกเชนสำหรับภาครัฐ และเอกชน

และอีก 2 บริษัท อยู่ในระหว่างดำเนินการจดทะเบียน ได้แก่ บริษัท บิทคับ บล็อกเชน เซ็นเตอร์ จำกัด (Bitkub Blockchain Center Co., Ltd) เน้นการให้ความรู้ด้านบล็อกเชนและสร้างองค์ความรู้ที่เป็นองค์รวมของการออกแบบและพัฒนาบล็อกเชนเพื่อรองรับกับแอปพลิเคชั่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล จำกัด (Bitkub Capital Co., Ltd) เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น โดยมีผู้จัดการกองทุนดูแลการลงทุนในสินทรัพย์

“เราพยายามทำให้กลุ่มบริษัทของเราเป็น Ecosystem เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยบิทคับจะทำหน้าที่เป็นตลาดรองสำหรับการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จะเป็นที่ปรึกษาในการออกเหรียญ (ICO Portal) ให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้ามาระดมทุนในบิทคับ คาดว่าจะเห็นโปรเจ็กต์แรกได้ปลายปีนี้”

จิรายุสยกตัวอย่างว่า ในอนาคตด้วยคอนเซ็ปต์ตลาดหลักทรัพย์ 2.0 จะทำให้ผู้คนสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของสินทรัพย์หลากหลายรูปแบบ หรือที่เรียกว่า Shared Ownership / Fractional Ownership ทั้งสินทรัพย์ที่จับต้องได้ รวมไปถึงสิทธิบัตร แบรนด์สินค้า หรือแม้แต่ชื่อเสียงก็สามารถนำมาซื้อ-ขายในตลาดนี้ได้

“ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถทำการซื้อ-ขายสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน อย่างชื่อเสียง หรือแบรนด์สินค้า ได้ แต่เมื่อนำมาเปิดสู่สาธารณะกลไก Demand และ Supply จะเป็นตัวกำหนดราคาให้เอง สำหรับตลาดหลักทรัพย์ 2.0 นี้จะเป็นการระดมทุนจากทั่วโลก เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นการทำสัญญาซื้อ-ขายเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่มีตัวกลาง”

 

ติดตามคอลัมน์ Young Millionaire ฉบับเต็ม ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2562 ฉบับที่ 449 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือในรูปแบบดิจิทัล https://goo.gl/U6OnIi


Related News