บล/บลจ/ประกัน
“น้ำมันพุ่ง หุ้นกลุ่มไหนได้ กลุ่มไหนเสีย”

ราคาน้ำดิบโลกเช้านี้พุ่งขึ้นแรง โดย WTI เพิ่มขึ้น 11.6%, Brent เพิ่มขึ้น 13.5% ปัจจัยหนุน จากกรณีที่กลุ่มก่อการร้ายฮูติ กองกำลังในเยเมน ซึ่งสนับสนุนโดยอิหร่าน ได้ใช้โดรน 10 เครื่อง โจมตีโรงน้ำมัน (Oil Facility) ของซาอุดิอาราเบีย 2 แห่ง ที่เตรียมรับน้ำมันที่ขุดออกมาแล้ว และเตรียมส่งออกจนเกิดไฟไหม้ คือ

 

                โรงน้ำมัน Abqaiq ใหญ่ที่สุดของซาอุฯและใหญ่สุดในโลก คือ สามารถรับน้ำมันเข้ามาเตรียมได้ราว 7 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 2 ใน 3 ของการผลิตทั้งหมดของซาอุฯ และโรงน้ำมัน Hijra Khurais ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของซาอุฯ รับน้ำมันได้ 1.45 ล้านบาร์เรล/วัน

                จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ซาอุฯหยุดผลิตน้ำมันไป 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของซาอุฯ และจะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตของซาอุฯมากที่สุดของกลุ่ม OPEC ราว 9.8 ล้านบารเรลหรือ 33% ของกลุ่ม OPEC

                ขณะเดียวกันซาอุฯส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลกราว 6.8 ล้านบารเรล/วัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯได้ออกมากล่าวหาว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ ขณที่อิหร่านได้ออกมาปฎิเสธ

                ฝ่ายวิจัย ASP เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะหนุนราคาน้ำมันดิบดูไบ ให้ยืนบริเวณ 60 เหรียญฯได้ ล่าสุดราคาปิดวันศุกร์ อยู่ที่ 56.48 เฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีมา อยู่ที่ 62.7 เหรียญฯ โดยสมมติฐานที่ฝ่ายวิจัยฯคาดไว้ที่ 60 เหรียญในปี 62 และนับจากปี 63 เป็นต้นไปคาดที่ 65 เหรียญฯ

                ทั้งนี้ ราคาน้ำมันจะยืนได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับซาอุฯจะกลับมาผลิตน้ำมันได้เร็วหรือไม่ และอยู่ที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ว่าจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่หลัง หลังก่อนหน้านี้ สหรัฐฯมีท่าทีผ่อนคลายขึ้น

ฝ่ายวิจัยฯ จึงได้ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อหุ้นในกลุ่มต่างๆ โดย Sector ที่เสียประโยชน์ ได้แก่

                กลุ่มสายการบิน หากราคาน้ำมันดิบดูไบขยับขึ้นมา 60-65 เหรียญฯ จะกระทบต่อสายการบินเนื่องจากหากราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า 60 เหรียญฯ เหมือน 1-2 เดือนที่ผ่านมา ก็เป็นระดับที่ลดลงถึง 18% yoy แต่ที่ราคาปัจจุบันราคาน้ำมันดิบลดลงในอัตราที่ต่ำลง เหลือ 10-15%

                ประโยชน์ที่ AAV, BA และ THAI ที่ควรได้รับจากน้ำมันส่วนที่ยังไม่ทำสัญญาล่วงหน้า ราว 22.5%, 27.5% และ 42% ของปริมาณใช้ในครึ่งปีหลัง จึงจะลดลงมีนัยสำคัญ และหากพิจารณาภาพทั้งปีราคาน้ำมันก็มีโอกาสสูงกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยฯ ให้ที่ 60 เหรียญฯ ซึ่งเป็น Downside ต่อคาดการณ์ผลประกอบการทุกสายการบิน

                กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เสียประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผล

ต่อเนื่องถึงต้นทุนพลังงานอื่น ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน, ค่าไฟฟ้า, ก๊าซธรรมชาติ ให้ปรับตัวขึ้นตาม โดยบริษัทที่จะเสียประโยชน์ คือ TASCO ซึ่งใช้น้ำมันดิบในการผลิตยางมะตอย

                สำหรับธุรกิจปูนซีเมนต์มีต้นทุนพลังงานประมาณ 60% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โดยแบ่งเป็น ถ่านหินราว 30% และค่าไฟฟ้า 30% โดยค่าไฟฟ้าก็จะขึ้นอยู่กับค่า Ft ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

                ขณะที่ธุรกิจกระเบื้องอย่าง DCC แม้จะมีโครงสร้างต้นทุนมาจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 30% แต่ราคาก๊าซจะมี Lag time จากราคาน้ำมันเตา 4-6 เดือน จึงยังไม่ส่งผลกระทบทันที อย่างไรก็ตาม DCC อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากค่าขนส่ง ซึ่งสัดส่วนราว 7% ของยอดขาย

                กลุ่มขนส่ง Logistic ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น มีผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์พิ่มขึ้น เนื่องจากใช้รถขนส่งจำนวนมากเพื่อกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ แต่การปรับเพิ่มต้นทุนค่าขนส่งดังกล่าว อาจมี Lag time เพราะการขนส่งส่วนใหญ่เป็น Outsource และค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามค่า Ft

                จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า สัดส่วนของต้นทุนโลจิสติกส์และค่าไฟฟ้าของกลุ่มจะอยู่ที่ 2-4% ของยอดขาย โดยรวมเชื่อว่าจะเป็น Sentiment เชิงลบต่อ WICE และ JWD

 

Sector ที่ได้ประโยชน์

                โรงน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดิอาระเบียถูกโจมตี กดดันให้ Supply น้ำมันหายไปราว 5 ล้านบาเรล/วัน จะส่งผลดีต่อหุ้นไทยช่วงนี้ เนื่องจาก SET Index มีสัดส่วน Market Cap ในหุ้นพลังงานและปิโตรเคมี รวมกันสูงถึง 25% ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสัดส่วนกำไรสุทธิสูงถึง 36% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด

                ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวแรง จะช่วยผลักดันให้หุ้นไทยกลับมา Outperform ตลาดหุ้นประเทศอื่นๆได้ในช่วงที่เหลือของเดือนก.ย. 62 นี้ กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ จึงแนะหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีน้ำมันเป็นต้นทุนหลักในธุรกิจ เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง, สายการบิน และโลจิสติกส์

                พร้อมกับลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มน้ำมัน และโรงกลั่น รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น กลุ่มนํ้ามัน ชอบ PTT มีโอกาสบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน หากราคาน้ำมันดิบกลับมายืนเหนือ 62-65 เหรียญฯ

                รวมทั้งอาจได้ประโยชน์จากกำไรของบริษัทลูกทั้งในกลุ่มโรงกลั่น และ PTTEP อีกทั้งเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ PTTEP ได้ประโยชน์ คือทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทางภาษี 100 ล้านเหรียญฯ

                กลุ่มโรงกลั่น หากพิจารณาจากค่าการกลั่น ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น จะกดดันค่าการกลั่นลดลงช่วงสั้น แต่หลังจากนั้น หากราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นตาม ก็จะส่งผลบวกต่อค่าการกลั่นให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้หากราคาน้ำมันดิบกลับไปยืนเหนือ 62-65 เหรียญฯได้ต่อเนื่องถึงสิ้น เดือนก.ย. ก็มีโอกาสบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน โดยรวมถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อ TOP, BCP, PTTGC และ IRPC

                กลุ่มยางพารา คาดได้ประโยชน์ทางอ้อม เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคายางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนยางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการผลิตยางรถยนต์ ปรับสูตรมาใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นบ้าง และเป็นบวกต่อราคายางพารา ถือเป็น Sentiment บวกระยะสั้นต่อ STA เพราะเป็นผู้ประกอบการยางพารารายใหญ่สุดของโลก มีความน่าเชื่อถือและส่งมอบสินค้าได้ตามเวลา

                สำหรับหุ้น Top picks วันนี้ เลือก PTTEP ที่คาดว่าฟื้นตัวได้ดีตามราคานํ้ามัน และอาจมีการ Cove short เข้ามาช่วยหนุนให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกแรง นอกจากนี้ยังชื่นชอบหุ้น CK ราคาเริ่มขยับขึ้นแต่ยัง Laggard ตลาดอยู่มาก ตั้งแต่ต้นปี 62 ติดลบ 3.6% แต่ SET Index ขึ้นมาแล้ว 6.3%


Related News