ข่าวรอบวัน
ASP เคาะ 24 หุ้นเด่น รับผลบวกหากกอง SEF ผ่านมติครม.

ASP เคาะ 24 หุ้นเด่น รับผลบวกหากกอง SEF ผ่านมติครม. หากกองทุน SEF หรือ Sustainable Equity Fund เข้ามาแทนกองทุน LTF ที่จะมีการยกเลิกสิ้นปีนี้ คาดว่าเม็ดเงินหมุนเวียนในหุ้นไทยปี 2563 และ 2564 จะมากกว่าเดิมเล็กน้อย อีกทั้งการจำกัดการลงทุนในหุ้นไทยที่มีความยั่งยืน มีธรรมาภิบาล และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หนุนสัดส่วนการเพิ่มการลงทุนในหุ้นรายตัว แนะ 20 หุ้นเด่นคาดกองทุนเพิ่มสัดส่วนลงทุนและ 4 หุ้นใหม่น่าลงทุนในกอง SEF

              นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า จากสถิติที่ผ่านมา พบว่ากองทุน LTF มักจะมีบทบาทที่สำคัญต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงท้ายของปี โดยนักลงทุนที่เลือกลงทุนในกองทุน LTF มักจะซื้อ ในไตรมาสสุดท้าย ปัจจุบัน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน LTF รวม 3.92 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 51% ของมูลค่ากองทุนรวมหุ้นไทยทั้งหมด

              โดยยอดซื้อ LTF เฉลี่ย 3 ปีล่าสุด อยู่ที่ 6.66 หมื่นล้านบาท และยอดขายคืน LTF เฉลี่ย 3 ปีล่าสุด อยู่ที่ 4.53 หมื่นล้านบาท พบว่า ยอดซื้อเฉลี่ยสูงกว่ายอดขายเฉลี่ย สะท้อนถึงนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ขายกองทุนเมื่อครบกำหนดแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาถือครอง LTF จาก 5 ปีเป็น 7 ปี ส่งผลให้ปี 2563 และปี 2564 ไม่มีกองทุน LTF ที่ครบกำหนดการถือครอง สะท้อนว่าปี 2563 และปี 2564 กองทุน LTF มีเม็ดเงินเท่าเดิม

              อย่างไรก็ตาม จะมีการยกเลิกกองทุน LTF สิ้นปีนี้ และคาดว่าจะมีกองทุนใหม่อย่าง SEF หรือ Sustainable Equity Fund เข้ามาทดแทน โดยกองทุน SEF ได้มีการปรับวงเงินลงทุนและหุ้นไทยที่สามารถเข้าลงทุนได้ โดยวงเงินที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้คือ เกิน 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 2.5 แสนบาท และกำหนดให้กองทุนนี้ ลงทุนในหุ้นไทยที่มีความยั่งยืน มีธรรมาภิบาล และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานไม่น้อยกว่า 65%

              ทั้งนี้ คาดว่าเม็ดเงินจะไหลเข้ากองทุน SEF ประมาณ 3.33 หมื่นล้านต่อปี (คำนวณจากยอดซื้อเฉลี่ย LTF หารด้วยสอง เนื่องจากมีการปรับลดวงเงินลงทุนสูงสุดลง 2 เท่า เหลือ 2.5 แสนบาท จากเดิม 5 แสนบาท) เมื่อปี 2563 และปี 2564 ไม่มีแรงเทขาย ส่งผลให้สุทธิแล้ว ปี 2563 และปี 2564 มีเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นไทยมากกว่าที่ผ่านมา (เดิมเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน LTF เฉลี่ยสุทธิ 2.13 หมื่นล้านบาท) จึงมองว่า การยกเลิกกองทุน LTF ไม่ได้ส่งผลเชิงลบต่อหุ้นไทยในปี 2563 และปี 2564

              ในขณะที่กองทุน SEF มีการจำกัดการลงทุนในหุ้นไทยน้อยลง จากหุ้นไทยทั้งหมด 780 บริษัท เหลือเพียงหุ้นไทยที่อยู่ในดัชนี SETTHSI 53 บริษัท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 8 กองทุน ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าหุ้นแต่ละตัวมากขึ้น โดย บล.เอเซียพลัส ได้เก็ง 20 หุ้นที่มีโอกาสถูกกองทุนเพิ่มน้ำหนักในการลงทุนมากที่สุด หากมีการนำกองทุน SEF มาทดแทนกองทุน LTF ดังนี้

                   1. AOT หรือบมจ.ท่าอากาศยานไทย

                   2. PTT หรือบมจ.ปตท.

                   3. ADVANC หรือบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส

                   4. SCC หรือบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย

                   5. DIF หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล

                   6. PTTEP หรือบมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม

                   7. TRUE หรือบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น

                   8. CPF หรือบมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร

                   9. EA หรือบมจ.พลังงานบริสุทธิ์

                  10. SCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

                  11. PTTGC หรือบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล

                  12. CPN หรือบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา

                  13. HMPRO หรือบมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์

                  14. RATCH หรือบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง

                  15. DTAC หรือบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น

                  16. BEM หรือบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ

                  17. TOP หรือบมจ.ไทยออยล์

                  18. BTSGIF หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท

                  19. JASIF หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน

                  20. DELTA หรือบมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)

              อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส มองว่า กองทุน SEF มีโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นอีก 4 ตัวที่กองทุน LTF ไม่เคยลงทุนมาก่อน ได้แก่

                   1. PTG หรือบมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี

                   2. JWD หรือบมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์

                   3. THCOM หรือบมจ.ไทยคม

                  4. PM หรือบมจ.พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง

              ทั้งนี้ แนะนำให้ติดตามความคืบหน้ากองทุน SEF และหุ้นในดัชนี SETTHSI เนื่องจากมีโอกาสที่จะถูกปรับเปลี่ยนให้ตรงกับนโยบายที่กำหนดของดัชนีนี้เสมอ


Related News