Money Product
บลจ.ยูโอบี โชว์ AUM โต 16.6% ชู 5 กองเด่น กระจายสินทรัพย์การลงทุน

 

บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) ประเมินสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า ส่งผลกระทบภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอ พร้อมคงเป้า SET Index ปีนี้ที่ 1,750 จุด แนะกระจายลงทุนรับมือความผันผวน ขณะที่ AUM ช่วง 8 เดือนแรกของปี โต 16.6% มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการออนไลน์ คาดเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ ‘e-account opening application’ บริการเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนออนไลน์ในเดือนธันวาคมนี้

 

              นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานของ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) นับจากเดือนมกราคม – สิงหาคม 2562 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ณ สิ้นเดือนสิงหาคม เติบโต 16.6% เป็น 2.45 แสนล้านบาท จากต้นปืที่ 2.10 แสนล้านบาท มากกว่าภาพรวมตลาดในช่วงเดียวกันที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 4% ส่วนมูลค่า AUM เฉพาะช่วง 4 เดือน (นับจากเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2562) มีอัตราเติบโต 9%

              โดยปัจจัยการเติบโตมาจากการเติบโตของลูกค้าสถาบันทั้งภาครัฐและเอกชน กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล อาทิ PTTEP GPEF MEACOOP จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ ที่มีมูลค่า AUM เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 ล้านบาท ประกอบกับการเสนอขายกองทุนรวมใหม่อีก 5 กองทุน เพื่อตอบโจทย์กับสภาวะตลาดการลงทุนปัจจุบัน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมกับการจัดสัมมนาอย่างสม่ำเสมอเพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน หนุน AUM กว่า 1,900 ล้านบาท

              อีกทั้ง ได้มุ่งเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองพฤติกรรมลูกค้าในยุคดิจิทัล คาดว่าภายในเดือนธันวาคมนี้จะสามารถเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ ‘e-account opening application’ เพื่อให้บริการเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการด้านออนไลน์อย่างต่อเนื่อง หลังจากในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้เปิดตัว QR Code Payment โดยรับชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR code) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนที่ใช้บริการผ่านทางเวปไซต์ (Premier online) และ Mobile Application “UOBAM Invest” พร้อมกันนั้น มีการนำ Machine Learning และ Big Data เข้ามาช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้จัดการกองทุนอีกด้วย

              โดยบริษัทมีกองทุนหลายกองที่ทำผลการดำเนินงานย้อนหลังที่โดดเด่น สำหรับประเภทกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) โดยกองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว (UOBLTF) กองทุนเปิดบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว (CG-LTF) และกองทุนเปิดแวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว (VALUE-D LTF) ที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังโดดเด่น ติด Top 10 ของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวในอุตสาหกรรม ในช่วง 5 ปี และ 10 ปีย้อนหลัง โดยมีผลการดำเนินงาน 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 7.03%  6.66% และ 6.34% ต่อปี ตามลำดับ ในขณะที่เกณฑ์มาตรฐาน อยู่ที่ 6.38% ต่อปี

              “สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี กองทุน UOBLTF เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มกองทุน LTF และอยู่ใน Top Quartile ทุกช่วง (ที่มา : Morningstar Thailand) รวมถึงได้รับการจัดอันดับ 4 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ ไทยแลนด์ โดยมีผลการดำเนินงาน 6.29% (ต่อปี) ขณะที่เกณฑ์มาตรฐาน อยู่ที่ 5.41% (ต่อปี) บลจ. ยูโอบี จึงมั่นใจแนะนำกองทุน LTF เพื่อผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนช่วงปลายปี เพื่อออมเงินระยะยาวและลดหย่อนภาษี และปัจจุบันกองทุน UOBLTF มีให้เลือกทั้งแบบไม่รับเงินปันผล (UOBLTF) และแบบรับเงินปันผล (UOBLTF-D) เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนทุกกลุ่มอีกด้วย”

              นอกจากนี้ บลจ. ยูโอบี ยังนำเสนอกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อการออมเงินระยะยาวและลดหย่อนภาษีแก่นักลงทุน ควบคู่ไปกับกองทุนรวม LTF ทั้งลงทุนตราสารหนี้ ตราสารทุน ทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานั้น บลจ. ได้เปิดตัว RMF 2 กองทุนใหม่ คือกองทุนเปิด ยูไนเต็ด เจแปน สมอล แอนด์ มิด แคป ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UJSMRMF) และกองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UCHINARMF) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุน และโอกาสได้รับผลตอบแทนดีในระยะยาวอีกด้วย

              ทั้งนี้ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) ยังคงนำเสนอทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับภาวะตลาดและสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญ การสนับสนุนจากเครือข่ายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง รวมไปถึงการจับมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายสำหรับนักลงทุน ขณะเดียวกันได้นำนโยบายธรรมาภิบาลมาใช้ในกระบวนการลงทุน โดยมุ่งเน้นบริหารจัดการลงทุนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และนำปัจจัยด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี มาเป็นหลักเกณฑ์ในการใช้พิจารณาคัดเลือกบริษัทที่จะเข้าลงทุน

 

คัดสรร 5 กองทุนเด่น

ตอบโจทย์ Asset Allocation

              นางสาวรัชดา ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จึงมีมุมมองเชิงกลยุทธ์เน้นกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท (Asset Allocation) ผ่านกองทุนรวม เพื่อลดการกระจุกตัวของพอร์ต และแนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่นการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีความผันผวน หรืออาจจะมองหาลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพสูงที่มีโอกาสเติบโตได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจและมีกระแสเงินสดดี

              อีกทั้งยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ตราสารหนี้กลุ่ม Investment Grade รวมถึงลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก อาทิ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า (REITs) ที่มีความผันผวนต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น แต่สามารถให้โอกาสรับอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและการลงทุนในพันธบัตร รวมถึงมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวอีกด้วย

              บลจ. ยูโอบี ได้คัดสรรกองทุนรวม 5 กองที่มีความโดดเด่น เพื่อตอบโจทย์การลงทุนภายใต้กลยุทธ์ Asset  Allocation ที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีความผันผวนในปัจจุบัน ได้แก่

                    1. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ไดนามิค บอนด์ ฟันด์ (UDB) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ The Jupiter Global Fund – Jupiter Dynamic Bond (Class I) (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่า NAV ของกองทุน โดยเน้นกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา และมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

                    2. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFIN) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 เน้นลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษทัจัดการจะพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินแต่ละประเภทในสัดส่วนตั้งแต่ 0-100% ของมูลค่า NAV ของกองทุน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการตามความเหมาะสมของสภาวการณ์ในแต่ละขณะ และกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% ของมูลค่า NAV ของกองทุน ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

                    3. กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล (UOBLTF) และกองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ชนิดจ่ายเงินปันผล (UOBLTF-D) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 กองทุนจะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน โดยมีฐานะการลงทุนสุทธิในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม เงินส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในตราสารทางการเงิน และ/หรือ ตราสารแห่งหนี้ต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

                    4. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดูเรเบิ้ล ฟันด์ (UGD) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ United Global Durable Equities Fund - Class USD ACC ซึ่งจัดตั้งและบริหารจัดการโดย UOB Asset Management Ltd. (สิงคโปร์) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่า NAV โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มั่นคง (durable companies) ที่จดทะเบียนและซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ให้กำไรทบต้นอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ลงทุน โดยมีระดับความผันผวนของผลตอบแทนที่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยของบริษัททั่วไป และมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

                    5. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ฮาร์โมนี ฟันด์ ซีรีส์ (UJAZZ, UPOP, UROCK) ระดับความเสี่ยงกองทุน 5 เป็นกองทุนใหม่ที่เสนอขาย IPO ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุน ประกอบด้วย 3 กองทุนทางเลือกคือ UJAZZ, UPOP, UROCK นโยบายการลงทุนกองทุนของแต่ละกองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน CIS กองทุน Infra กองทุน property กองทุน Private equity หรือ กองทุนอีทีเอฟ (ETF) (กองทุนปลายทาง) ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยจะมี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

              กองทุน United Harmony–Jazz Fund (UJAZZ) เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับต่ำถึงกลาง เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนบนอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัด 4% ต่อปี** มีความผันผวนปานกลาง เฉลี่ย 4-6% กองทุนที่สองได้แก่ กองทุน United Harmony–Pop Fund (UPOP) เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางถึงสูง เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนบนอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัด 6% ต่อปี** มีความผันผวนไม่สูงมากเฉลี่ย 6-10% และกองทุนที่ 3ได้แก่กองทุน United Harmony–Rock Fund (UROCK) เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้ เน้นลงทุนในหุ้น เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนบนอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัด 8% ต่อปี** มีความผันผวนสูงเฉลี่ย 10-15%

              ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจะกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั้ง 5 ประเภท ได้แก่ ตราสารหนี้ กองทุนผสม หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก ทั้งโดยตรงและผ่านกองทุนรวม โดยจัดพอร์ตตามการรับความเสี่ยงหรือการคาดหวังผลตอบแทนของผู้ลงทุน ซึ่งจะเลือกกองทุนที่เหมาะสมที่สุดแต่ละประเภท ขณะที่ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้ทุกไตรมาส มีเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนที่ชัดเจนสำหรับการลงทุนระยะยาว

 

มองเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

เพิ่มน้ำหนักกลุ่มตราสารหนี้

              นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสารองค์กร สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังสามารถเติบโตได้ในระดับปานกลาง แต่มีแนวโน้มที่จะชะลอลง เป็นผลจากภาวะสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าต่างๆ ที่ยังคงยืดเยื้อ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างประเทศจีน ส่งผลให้ตลาดทุนมีความผันผวนสูงขึ้น โดยธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ได้เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของการเจรจาการค้า ประกอบกับมีความกังวลว่าต่อการเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) จึงเริ่มดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

              ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ในระดับปานกลางเช่นกัน จากการกระตุ้นการบริโภคในประเทศก่อนการเลือกตั้ง แต่มีแนวโน้มที่จะเติบโตลดลงจากการค้าที่ชะลอตัว และเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้รัฐบาลผสมหลายพรรค อาจส่งผลให้การผ่านนโยบายและการทำปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงเป้า SET Index ปีนี้ที่ 1,750 จุด คาดว่าดัชนีไตรมาส 4 นี้ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,700 จุด และคาดว่าจะมี Downside ไม่ต่ำกว่า 1,550 จุด

              “ธปท. ได้ปรับลดประมาณการตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2562 ลดลงเหลือ 2.8% หลังจากการส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น จากนี้ไปจึงต้องติดตามความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทิศทางราคาน้ำมัน และเสถียรภาพของรัฐบาล”

              ด้านภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตในเกณฑ์ดี แต่มีแนวโน้มชะลอตัวโดยเฉพาะในส่วนของภาคการผลิต เช่น ISM Manufacturing ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทรุดตัวลงไปที่ระดับ 47.8 โดยเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งล่าสุด เพื่อป้องกันเศรษฐกิจชะลอตัวจากสงครามการค้า ในขณะที่สงครามการค้าเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น คาดว่าการเติบโตของกำไรบริษัทต่างๆ มีแนวโน้มชะลอตัวลง

              สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน พบว่า มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเช่นกัน และเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามการค้ามากที่สุด โดยเศรษฐกิจไตรมาส 2/2562 ขยายตัวตามตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 6.2% และตัวเลขภาคการผลิตยังคงทรงตัว ซึ่งรัฐบาลพยายามรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีแนวโน้มจะใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านการเงินและการคลังเพื่อประคองเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตต่อไปได้

              ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มการเติบโตลดลง เนื่องจากต้องพึ่งพาการค้าโลก โดยเศรษฐกิจไตรมาส 2/2562 ขยายตัวที่ 0.2% QoQ ปัจจัยหลักมาจากการบิการและตลาดแรงงานที่สามารถเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตยังคงอ่อนแอจากปริมาณการค้าทั่วโลกที่ชะลอตัว โดย ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.10% มาที่ -0.5% และจะนำ QE กลับมาใช้อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะที่สถานการณ์ Brexit ยังไม่มีความชัดเจน คาดว่า Brexit น่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจของ EU และอังกฤษชะลอตัวมากขึ้นในอนาคต

              และด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น คาดว่าเติบโตได้ในระดับปานกลาง ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากกาค้าระหว่างประเทศ แต่ยังคงมีเศรษฐกิจภายในประเทศช่วยพยุงไว้ ทั้งการบริโภคภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการลงทุนในประเทศ โดยเศรษฐกิจไตรมาส 2/2562 เติบโตที่ 1.8% QoQ ในขณะที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในเดือนตุลาคมจาก 8% เป็น 10% แต่คาดว่าเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เพราะรัฐบาลมีมาตรการออกมาชดเชยเป็นจำนวนมาก

              ทั้งนี้ จากการประเมินสภาวะเศรษฐกิจพบว่า ยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงแนะนำให้นักลงทุนลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay Invested) และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลาย (Diversified) โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ประเภท Fixed Income หรือตราสารหนี้ เนื่องจากมีโอกาสที่ดอกเบี้ยปรับตัวลงเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภท Alternative เพิ่มเติมด้วย

 


Related News