วางแผนการเงิน การออม เกษียณ
ไขปัญหาคาใจ เมื่อ LTF ไม่ได้ไปต่อ

 โดย : สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล

ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาบริหารเงินลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด

 

เรากำลังอยู่ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 กันแล้วแน่นอนว่าสำหรับกองทุนรวมแล้ว เป็นสัญญาณเริ่มต้นการเข้าสู่ฤดูกาล LTF-RMF ลดหย่อนภาษีแต่ปีนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องพิเศษสักหน่อยเพราะในปีนี้นั้นจะเป็นปีสุดท้ายของ LTF กันแล้ว

                หลายคนยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนักว่าจะซื้อดีไหม ซื้อแล้วจะเป็นอย่างไร สถานการณ์ตอนนี้ LTF ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ แล้วถ้าซื้อปีนี้ไปแล้ว เราจะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่มีสิทธิขายกองทุน LTF แบบนี้จะเสียเปรียบหรือไม่

                วันนี้จะมาไขข้อข้องใจกันให้กระจ่างไปเลย และแน่นอนว่า ถ้าอ่านแล้วยังคงสนใจอยู่ เรามีกองทุน LTF แนะนำมาฝากกันด้วยเพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเริ่มดูจากสถานการณ์ LTF ปีนี้กันก่อนเลยว่า จริงๆ แล้วคนซื้อน้อยลงอย่างที่คิดหรือไม่?

                ผ่านมา 9 เดือนแล้ว ผมว่าตอนนี้เราเริ่มเห็นชัดแล้วว่า LTF นั้น ยังคงได้รับความนิยมเหมือนเดิม โดยเฉพาะตอนช่วงที่ตลาดหุ้นไทยลงแรงๆ เรายังคงเห็น ยอดซื้อสุทธิเข้าใน LTF กว่า 6 พันล้านบาท ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเทียบกับเดือนที่ลงแรงของปีก่อน ถือว่าเป็นยอดเงินซื้อสุทธิเข้ามาใน LTF ที่ไม่ได้น้อยเลยทีเดียว

                นั่นทำให้คิดว่าปลายปี 2019 คงจะไม่ได้ต่างไปจากเดิมที่จะมียอดซื้อสุทธิใน LTF เข้ามาราว 20,000-30,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับทุกๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรนักที่แม้ว่าจะเป็นปีสุดท้ายแล้ว แต่ LTF ก็ยังคงได้รับความนิยมเหมือนเดิม นั่นเพราะถ้าเรามองกันในแง่ของการลดหย่อนภาษีแล้ว ผมว่า LTF ยังคงเป็นตัวเลือกการลดหย่อนที่สั้นที่สุด (ขั้นต่ำ 5 ปี กับอีก 2 วัน ถ้าซื้อปลายปี แล้วไปขายต้นปีปฏิทินที่ 7) ดังนั้นมองไปยังตัวเลือกอื่นๆ อย่าง RMF หรือประกันชีวิต ที่ต้องถือกันเป็น 10 ปี หรือจนกว่าจะเกษียณ แล้ว LTF ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ดี

                อย่างไรก็ตามจากคำถามที่ผมได้รับมาส่วนใหญ่จะกังวลกับการซื้อ LTF อยู่ 2 ประเด็นหลักๆ คือ เรื่องของตลาดหุ้นไทยไม่มีเงิน LTF ช่วยแล้ว ตลาดหุ้นไทยอาจจะไม่ดีแล้ว? และ LTF เงินไหลออกไปจะทำให้ผลการดำเนินงานกองทุนไม่ดีหรือไม่ เราลองมาดูทีละประเด็นกัน

                มาเริ่มกันด้วยประเด็นแรกที่ว่าการไม่มีแรงซื้อจาก LTF นั้นจะทำให้ไม่มีเงินไหลเข้าไปลงทุนตลาดหุ้นไทยอย่างสม่ำเสมอ แถมยังมีเงินไหลออกตลอด โดยเฉพาะขนาดมูลค่ากองทุน LTF ทั้งระบบที่ใหญ่มหึมาถึง 3 แสนล้านบาทด้วย หากโดนถล่มขายออกมา ตลาดจะต้องลงแน่นอน

                แต่เดี๋ยวก่อนถ้าเรามองถึงความเป็นจริงมากขึ้นเราจะเห็นว่า 3 แสนล้านบาท ใน LTF นั้น ไม่น่าจะถูกถล่มขายออกมาในทีเดียว อย่างน้อยก็จะต้องถูกทยอยขายตามปีที่หมดอายุ และถ้าไปดูรายละเอียดเพิ่มอีกถึงพฤติกรรมของคนที่ลงทุนกองทุน LTF ผมว่าพฤติกรรมมีความเป็นนักลงทุนระยะยาวค่อนข้างชัดเจน คือ จะซื้อ LTF ต่อเมื่อตลาดปรับตัวลง และจะขายก็ต่อเมื่อตลาดเป็นขาขึ้น

                ดังที่เราจะเห็นได้จากปี 2016 ตอนต้นปีตลาดเป็นขาลง ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะขายเมื่อครบอายุ กลับกลายเป็นว่าปีนั้นมีปริมาณการขายไม่เยอะมาก และมีเงินไหลเข้าไปซื้อด้วยซ้ำ แทนที่เราจะเห็นยอดขายสุทธิในเดือนมกราคม 2016 กลับกลายเป็นยอดซื้อสุทธิเข้ามาเยอะมากในทางกลับกันถ้าตลาดเป็นขาขึ้นยิ่งขึ้นแรงเท่าไร เราจะเห็นปริมาณการขายออกมาเยอะขึ้นเท่านั้นทำให้ผมสรุปได้ว่าตลาดจะแย่เพราะคนถล่มขายออกมานั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าจะโดนถล่มขาย นักลงทุนต่างชาติน่าจะเป็นผู้เล่นในตลาดที่มีบทบาทแบบนั้นมากกว่า

                นอกจากนี้ถ้าเรามองอีกมุมคือ การไม่มี LTF จะทำให้ไม่มีเงินไหลเข้าตลาดนั้น ผมว่าเป็นการมองมุมเดียวมากเกินไป ถ้าลองขยับออกมาแล้วมองในมุมมองที่กว้างขึ้น จะเห็นว่า LTF ค่อนข้างมีข้อจำกัดมากในแง่ เพดานการซื้อ เราไม่สามารถซื้อเกิน 15% ของรายได้ หรือ ไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งเทียบกับกองทุนหุ้นไทยทั่วไปที่ไม่มีข้อจำกัดแบบนี้ ยังไงกองทุนหุ้นไทยน่าจะมีเงินไหลเข้ามากกว่าอยู่ดี

                ดังนั้น ผมจึงลองกลับไปดูว่าเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น พบว่าในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิกองทุน LTF อยู่ราว 6 พันล้านบาท แต่เงินลงทุนไหลเข้าสุทธิกองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF) มีเงินไหลเข้าอยู่ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทบทบาทของกองทุนหุ้นไทยน่าจะมีบทบาทมากกว่าด้วยซ้ำไป

                ด้วยข้อจำกัดเรื่องของเพดานการซื้อ LTF ผมว่าเงินส่วนเกินของ LTF นั้นจะต้องมีบางส่วนที่ยังคงเข้ากองทุนหุ้นไทย หรือไม่ก็ไปลงทุนตรงเองอยู่ดีจะมีก็แค่ตอนปลายปีนี่แหล่ะที่เราอาจจะไม่ได้มี ฤดูกาล LTF กันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นความคึกคักช่วงปลายปีอาจจะลดลงไป

                เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่กองทุน LTF มีบทบาทที่สุด เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มองว่าการที่ LTF หมดอายุนั้นจะทำให้ตลาดหุ้นไทยแย่นะ การที่ตลาดจะดีหรือไม่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด และมีบทบาทมากกว่ากองทุน LTF เพียงอย่างเดียว

                ประเด็นที่ 2 คือเรื่องของผลการดำเนินงานกองทุนที่เมื่อกองทุนถูกขายออกมาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ผลการดำเนินงานกองทุนแย่ไปด้วย ยิ่งถ้าเราซื้อปีนี้แล้ว จะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่ออกจากกองทุนด้วยแล้ว ไม่ยิ่งแย่เหรอ?

                คำถามนี้ผมว่าเป็นคำถามที่รบกวนใจคนซื้อ LTF ปีนี้มากที่สุดแล้ว แต่จะบอกว่าไม่ต้องกังวลถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของกองทุนจริงๆ แล้วจะรู้ว่าการคำนวณ NAV นั้น จะไม่ได้รับผลของเงินไหลเข้า ออก จากกองทุนซึ่งการที่ NAV จะปรับขึ้นหรือลงนั้น ผมว่าขึ้นอยู่กับตลาดหุ้นไทยที่กองทุน LTF ลงอยู่ ว่าตลาดหุ้นไทยขึ้นหรือลง และจากประเด็นก่อนหน้า อย่างที่ผมสรุปไว้ว่ากระแสเงินไหลออกจากกองทุนจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป และผู้เล่นในตลาดหุ้นไทยยังมีอีกหลายกลุ่มที่ดูจะมีบทบาทมากกว่าเงินของ LTF ด้วยซ้ำ

                นอกจากนี้ระยะยาวผมยังเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่แต่เพียงกระแสสภาพคล่องเข้าออกเท่านั้น ถ้าเรายังคงเชื่อว่าระยะยาวราคาหุ้นในตลาดเป็นเสมือน “เครื่องชั่งน้ำหนัก” ที่ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง จะเกิดจากกำไรขาดทุนของบริษัทจดทะเบียน นั่นแปลว่าระยะยาวทิศทางของตลาดหุ้นไทยนั้น ไม่ได้อยู่กับที่ว่าเรามี LTF หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีศักยภาพในการเติบโตของผลกำไรมากแค่ไหนมากกว่า ซึ่งหากเราคิดว่าหุ้นไทยระยะยาวนั้นยังคงน่าสนใจและมีการเติบโตอยู่ เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงผลการดำเนินงานมากนัก

                อย่างไรก็ตามหากกลัวว่าผู้จัดการกองทุนอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับกองทุน LTF อีกแล้ว และอาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง ผมขอแนะนำทางเลือกให้ลงทุนกองทุน Index Fund อย่าง KFLTF50 ของ บลจ.กรุงศรี ซึ่งกองทุนมีTracking Error ค่อนข้างต่ำ หรือพูดให้ง่ายคือ มีการเคลื่อนไหวที่คล้ายดัชนี SET 50 Index มากแถมค่าธรรมเนียมถูกมากด้วย เมื่อเทียบกับกองทุน LTF อื่นๆ ที่เป็น Active Fund

                สุดท้ายนี้หากเชื่อการวิเคราะห์ของผมในทั้ง 2 ประเด็น ว่าเราไม่จำเป็นต้องกังวลมากนักเกี่ยวกับ LTF ปีสุดท้าย สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเลือกกองทุนให้เหมาะสมกับตัวเอง โดยทาง PhillipFund SuperMartทุกเดือนเรามีการคัดเลือกกองทุนแนะนำเป็นประจำและหนึ่งในกองทุนที่เป็นกองแนะนำของเราคือ 1SG-LTF ของ บลจ.วรรณซึ่งเป็น Active Fund ที่ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่เป็นหลัก มีผลการดำเนินงานปรับด้วยความเสี่ยงที่ดีมาก และติดอยู่ใน Top 5 LTF ของ Phillip Fund SuperMartอย่างสม่ำเสมอ

                หากสนใจกองทุนแนะนำสามารถติดตามข้อมูลกองทุน Top 5 LTF ได้ทุกเดือนที่ Facebook Fan Page Phillip Fund SuperMartสำหรับเดือนนี้คงต้องขอลากันเพียงเท่านี้ และเดือนหน้ากลับมาพบกับผมอีกครั้ง กับกองทุน RMF ลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายของปีนี้กันสวัสดีครับ

 

 


Related News