บทวิเคราะห์
เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย หลังธปท. ปรับเกณฑ์เอื้อเงินทุนไหลออก

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ “ปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท” เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปที่ 1.25% โดยอาจนับได้ว่าการดำเนินการทั้ง 2 ส่วนพร้อมกันดังกล่าวมีผลต่อจังหวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทซึ่งเริ่มขยับอ่อนค่าเล็กน้อย ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อาจต้องใช้เวลาอีกระยะในการติดตามผลของเกณฑ์ด้านเงินทุนไหลออกที่เปิดมากขึ้นในครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ในระยะข้างหน้ายังขึ้นอยู่กับการปรับตัวของค่าเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งผูกโยงกับบทสรุปของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และปัจจัยเชิงโครงสร้างจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย

               - การปรับเกณฑ์สนับสนุนให้เงินทุนไหลออกของธปท. รอบนี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากมาตรการเฝ้าระวังเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นที่ธปท. ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนก.ค. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการในรอบนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการลดเกณฑ์ยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชีเงินฝากสกุลเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident: NR) และการยกระดับความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ในขณะที่การปรับปรุงเกณฑ์ 4 เรื่องหลักที่กำลังจะมีผลภายในวันที่ 8 พ.ย. 2562 นี้ จะมีความเกี่ยวข้องกับผู้ส่งออก นักลงทุน และประชาชนทั่วไป

               ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การผ่อนเกณฑ์เงินทุนขาออกให้มีความเสรีมากขึ้นในครั้งนี้ อาจช่วยสร้างสมดุลให้กับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ในบางส่วน ผ่านการชะลอแรงซื้อเงินบาท (ชะลอแรงขายเงินดอลลาร์ฯ) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทของผู้ส่งออกและผู้ค้าทองคำ และการกระตุ้นแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ (ขายเงินบาท) ตามธุรกรรมการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทย หรือการโอนเงินออกนอกประเทศของคนไทย ซึ่งทำให้ประเมินว่า ธปท. น่าจะยังคงติดตามกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย การปรับตัวของผู้ส่งออกในเรื่องวิธีการบริหารจัดการสภาพคล่องในรูปเงินตราต่างประเทศ การเลือกเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนพฤติกรรมและจังหวะการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

               - เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่ากว่าระดับ 30.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ภายหลัง ธปท. ประกาศ ปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก ซึ่งมาพร้อมกับมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ลงมาที่ระดับ 1.25% ต่อปี ซึ่งเท่ากับระดับต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วงระหว่างปี 2546-2547 และปี 2552-2553 โดยทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทในระยะนี้ มีผลทำให้อัตราการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 7.3% (เทียบกับที่แข็งค่าไป 8% ในช่วงก่อนหน้านี้)

               - สำหรับผลต่อทิศทางเงินบาทนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ที่เอื้อต่อเงินทุนขาออกในครั้งนี้เป็นไปตามที่ธปท. ได้เคยส่งสัญญาณไว้แล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงเพียงในระดับหนึ่งในจังหวะที่ตอบรับต่อการปรับเกณฑ์ดังกล่าว ขณะที่ผลต่อการลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะข้างหน้านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า น่าจะยังขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งผูกโยงกับพัฒนาการในเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่จะมีผลต่อเนื่องต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในปีหน้า โดยหากสหรัฐฯ และจีนสามารถหาข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับระหว่างกันได้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ การลดดอกเบี้ยของเฟด และสถานการณ์เงินดอลลาร์ฯ ก็น่าจะคลี่คลายลง และช่วยชะลอแรงกดดันต่อทิศทางค่าเงินบาท

               นอกจากนี้ ทิศทางของเงินบาทในระยะข้างหน้า ยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานของเงินบาท โดยเฉพาะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ธปท. และทางการกำลังเร่งเดินหน้าก็คือ การกระตุ้นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ลดการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด และท้ายที่สุดก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทด้วยเช่นกัน 

               โดยสรุปแล้ว มาตรการดูแลค่าเงินบาทล่าสุดของ ธปท. เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากมาตรการอื่นๆ ที่ได้ทำมาก่อนหน้านี้ ขณะที่ความเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเงินบาทในช่วงข้างหน้า อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ธปท. น่าจะยังคงมีเครื่องมือและมาตรการที่จะเข้าไปดูแลเสถียรภาพของเงินบาทได้เพิ่มเติมหากมีความจำเป็น ซึ่งเมื่อประกอบกับมุมมองในเชิงบวกที่เพิ่มมากขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้เชื่อว่า เงินบาทน่าจะมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงข้างหน้า


Related News