บทวิเคราะห์
เศรษฐกิจไทยปี 62 โตต่ำกว่าประเมิน โจทย์เศรษฐกิจปีหน้ายังต้องพึ่งนโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลาย

เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ยังให้ภาพรวมที่ชะลอลง เมื่อเทียบกับ GDP ครึ่งปีแรกที่ขยายตัวร้อยละ 2.6 ต่อปี อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายครัวเรือนยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งในไตรมาสที่ 4 ยังจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ GDP ไตรมาสที่ 4 น่าจะเติบโตดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 3 

                 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงนับตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นต้นมา การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนยังสามารถรักษาระดับการเติบโตในภาพรวมและเป็นตัวหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไว้ได้ เป็นที่น่าสังเกตถึงยอดจำหน่ายรถยนต์ในไตรมาสที่ 3 ที่หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ไตรมาส แต่ก็ถูกชดเชยจากการใช้จ่ายสินค้าในหมวดอาหาร เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าในหมวดที่พัก โรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งสอดคล้องไปกับทิศทางการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

                 ทั้งนี้ การใช้จ่ายครัวเรือนในไตรมาสที่ 4 น่าจะยังรักษาระดับการเติบโตจากไตรมาสที่ 3 ไว้ได้ต่อนื่อง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ช่วยประคองภาพรวมการใช้จ่ายครัวเรือน ตลอดจนความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งน่าจะช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 เติบโตดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 3 แต่คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาพรวมทั้งปี 2562 ขยายตัวได้ตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ที่ร้อยละ 2.8  (ณ เดือนตุลาคม 2562) ในขณะที่ยังมองกรอบล่างไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.5

                 ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ยังเผชิญปัจจัยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งเรื่องสงครามการค้า และ Brexit ที่ยังไม่มีจุดลงตัว ประกอบกับทิศทางการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจหลักของโลก ค่าเงินบาทที่ยังคงมีทิศทางแข็งค่า ทำให้ภาพการฟื้นตัวของส่งออกไทยในปีหน้ายังเป็นความท้าทายและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

                 สถานการณ์สงครามการค้าที่เหมือนจะมีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเบื้องต้น แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงในการหาข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากการบรรลุข้อตกลงในการเจรจาขั้นถัดไปมีความซับซ้อนของประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งทั้งในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา และข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ให้จีนมีการปฏิรูปนโยบายอุตสาหกรรม รวมถึงการอุดหนุนจากภาครัฐทำให้สหรัฐฯ จะยังคงใช้การจัดเก็บภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองกับจีน

                 ดังนั้น สถานการณ์ที่สหรัฐฯ เลื่อนการจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากจีน มองว่าเป็นการยืดระยะเวลาออกไป ในขณะที่ไม่ได้มีการส่งสัญญาณถึงการยกเลิกแผนการดังกล่าว รวมถึงแผนที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าที่ได้จัดเก็บไปแล้วในวงเงิน 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้บรรยากาศการค้าโลกในปีหน้าจะยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนจากเรื่องสงครามการค้า

                 เช่นกันกับกรณี Brexit ที่แม้ว่าสหภาพยุโรป (EU) จะเลื่อนกำหนดการออกจาก EU ของอังกฤษไปเป็นวันที่ 31 ม.ค. 2563 แต่ในระหว่างทาง ความเป็นไปได้ที่อังกฤษจะออกจาก EU แบบไม่มีข้อตกลงยังคงมีอยู่ หากกระบวนการสภาฯ ของอังกฤษต้องเผชิญความวุ่นวายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 12 ธ.ค. 2562 นี้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรปในปีหน้า

                 เมื่อประกอบกับทิศทางค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าจากโครงสร้างการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงส่งผลให้ภาพการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในปีหน้ายังเป็นความท้าทายและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดังนั้น นโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลายยังคงมีความจำเป็นในการดูแลโจทย์เศรษฐกิจไทยในปีหน้าให้ประคองการขยายตัวได้ในกรอบการประเมินของศูนย์วิจัยกรสิกรไทยในเบื้องต้นที่ร้อยละ 2.5-3.0


Related News