ข่าวรอบวัน
Tech Disruption จากเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าโลก... กระทบผู้ผลิตชิ้นส่วน โดยเฉพาะกลุ่ม Tier-2 กว่า 600 ราย หลังปี 2570

กว่า 100 ปี ที่เครื่องยนต์สันดาปภายในได้กลายมาเป็นหัวใจหลักของการผลิตรถยนต์ทั่วโลก และเป็นจุดขายสำคัญที่แต่ละค่ายรถพยายามเน้นพัฒนาเพื่อสร้างความแตกต่างเหนือกว่าคู่แข่ง ก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ขนาดใหญ่อันประกอบไปด้วยผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจร่วมกับค่ายรถแต่ละค่าย อย่างไรก็ตาม ในระยะ 2 ถึง 3 ปีหลังมานี้ วงการอุตสาหกรรมรถยนต์ได้เกิดการตื่นตัวขนานใหญ่เพื่อก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและภูมิทัศน์การแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์โลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ค่ายรถญี่ปุ่นและยุโรปเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังในปริมาณสูง

               การมาของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยดังกล่าว ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีอยู่เดิมในหลายมิติ ได้แก่ การหดสั้นลงของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนที่มีอยู่เดิมจากการปรับตัวของค่ายรถยนต์ที่พยายามพัฒนา Platform ร่วมของรถยนต์เพื่อยกระดับศักยภาพทางการแข่งขัน รวมไปถึงการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อผลิตชิ้นส่วนเดิมบางประเภทที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางประการเพื่อรองรับการใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบเบรค และระบบเกียร์ เป็นต้น

               นอกจากห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ ICE เดิมที่คาดว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ยังก่อให้เกิดการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีการใช้ในรถยนต์ ICE ด้วย เช่น แบตเตอรี่ขับเคลื่อน อินเวอร์เตอร์ และตัวชาร์จประจุแบบติดตั้งบนรถยนต์ (On-board Charger) เป็นต้น ซึ่งเดิมมักจะกระจุกตัวอยู่แต่ในประเทศพัฒนาซึ่งเป็นทั้งเจ้าของเทคโนโลยีและฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ญี่ปุ่น จีน และเยอรมัน เป็นต้น ก็เริ่มทยอยเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อพัฒนาให้เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าอีกแห่งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศและส่งออก ส่งผลให้เริ่มเกิดการยกระดับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยให้สูงขึ้นสู่การผลิตชิ้นส่วน Hi-tech ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Moving up the value chain) และสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์มากขึ้น

               โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงภาพห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยที่จะเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะวิเคราะห์ในรายละเอียดตามประเภทของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนดังต่อไปนี้

ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนเดิม...หดสั้นลงจากการมาของรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับต้องปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่

               สำหรับห่วงโซ่อุปทานกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ICE ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมที่อยู่ในอุตสาหกรรมมานานนั้น แม้ปัจจุบันเราจะยังเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในช่วงระยะ 8 ปีนับจากนี้จนถึงปี 2570 รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ยังคงต้องการใช้ชิ้นส่วนระบบส่งกำลังจากเครื่องยนต์สันดาปภายในอยู่นั้น จะยังคงเป็นรูปแบบหลักที่ค่ายรถจะพัฒนาในไทย เนื่องจากค่ายรถส่วนใหญ่ยังต้องรักษากลุ่มธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานเดิม รวมถึงด้วยระดับเทคโนโลยีปัจจุบัน ค่ายรถยังไม่สามารถพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ขึ้นมาแข่งขันกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ได้ในระดับตลาด Mass ทำให้เราจะยังเห็นความต้องการชิ้นส่วนรถยนต์ ICE ที่มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมากในช่วงปีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในอนาคตช่วงระยะหลังจากปี 2570 ซึ่งคาดว่าค่ายรถต่างๆน่าจะสามารถพัฒนารถยนต์ BEV ที่มีราคาแข่งขันกับตลาดรถยนต์ ICE ในระดับ Mass ได้ การเติบโตของตลาดรถยนต์ BEV นับจากช่วงนี้ไปน่าจะมีโอกาสเติบโตขึ้นชัดเจน สวนทางกับความต้องการรถยนต์ ICE ที่คาดว่าจะทยอยลดลงไปตามลำดับ

               อย่างไรก็ตาม ทิศทางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่มองไว้เบื้องต้นนี้ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่างทั้งที่ควบคุมได้ เช่น ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอที่จะเดินหน้าอย่างรวดเร็วในการสนับสนุนรถยนต์ BEV หรือจะดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็อาจเกิดปัจจัยใหม่ ๆ ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ตลาดรถยนต์ BEV เติบโตเร็วกว่าที่คาด โดยเฉพาะหากจีนเร่งพัฒนาจนสามารถผลิตรถยนต์ BEV ที่น่าเชื่อถือและแข่งขันกับรถยนต์ ICE ในตลาด Mass ได้จริงแม้ไม่ต้องมีมาตรการช่วยจากภาครัฐ ก็อาจทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากรถยนต์ BEV นำเข้าจากจีนที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ทำให้สามารถตั้งราคาในระดับที่แข่งขันได้มากกับรถยนต์ BEV ที่ผลิตในไทย

               อนึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ทิศทางการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดยเฉพาะรถยนต์ BEV ย่อมมีผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ ICE ไม่สามารถจะดำรงอยู่ในรูปแบบเดิมได้ตลอด ซึ่งนอกจากที่ความต้องการชิ้นส่วนระบบส่งกำลังจะต้องลดลงไปแล้ว ภาพการเปลี่ยนแปลงอื่นที่สำคัญและมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ ICE เดิมของไทยน่าจะมี 2 รูปแบบที่สำคัญ ดังนี้

               - ห่วงโซ่อุปทานหดสั้นลงจากการสร้างหน่วยธุรกิจใหม่ที่เกิดจากการรวมกลุ่มธุรกิจมากขึ้น

               หลังจากการที่ทั้งค่ายรถและผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เคยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์ ICE ต้องปรับยุทธศาสตร์การแข่งขันครั้งใหญ่ จากเดิมที่แต่ละค่ายรถและแต่ละผู้ผลิตชิ้นส่วนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองเพื่อสร้างความแตกต่างให้เหนือกว่าคู่แข่ง กลายมาเป็นการสร้าง Platform ร่วมทั้งในค่ายและระหว่างค่ายมากขึ้นนั้น ทำให้เกิดการออกแบบโครงสร้างรถยนต์ที่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างรุ่นรถ หรือแม้แต่ระหว่างค่ายรถ ซึ่งจะช่วยในการลดต้นทุนจากการเกิด Economies of Scale ที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและทันต่อการแข่งขันในตลาด อย่างไรก็ตาม การใช้ Platform ร่วมดังกล่าวย่อมส่งผลให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ร่วมกันมากขึ้นด้วย ทำให้จำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนมีโอกาสลดลงในระยะข้างหน้า

               ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาพที่จะเกิดในห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ไทยในระยะต่อไป คือ

                     Tier-1 ค่ายรถจะทำการรวมศูนย์การผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นไปที่ผู้ผลิต ที่มีความถนัดในการผลิตบางรายที่อยู่ในเครือข่ายธุรกิจของตนมากขึ้น รวมถึงอาจมีการจับคู่พันธมิตรธุรกิจนอกค่ายรถเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการผลิตชิ้นส่วน ซึ่งผู้ผลิต Tier-1 ต้องมีการพัฒนาอย่างแนบชิดไปกับค่ายรถอยู่ตลอด

                     Tier-2 อาจมีโอกาสถูกผู้ผลิต Tier-1 ควบรวมกิจการในอนาคต หรือแม้แต่อาจเกิดการควบรวมระหว่างผู้ผลิต Tier-2 กันเองเพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ปัจจุบันต้องเผชิญกับการเข้ามาของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต่างชาติทุนหนาที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้นในการผลิต ทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนที่มีคุณภาพออกมาในปริมาณมากได้ในเวลาที่รวดเร็ว เป็นเหตุให้สามารถตั้งราคาต่ำและแย่งตลาดชิ้นส่วนจากผู้ผลิตเดิมได้

                     Tier-3 เป็นกลุ่มที่สามารถยืดหยุ่นไปผลิตสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ เช่น น็อตไปผลิตชิ้นส่วนรถไฟ ทำให้แม้ว่าความต้องการชิ้นส่วนดังกล่าวจะลดลงในอุตสาหกรรมรถยนต์เนื่องจากเครื่องยนต์จะต้องหายไป แต่ก็ยังสามารถปรับตัวไปอยู่อุตสาหกรรมอื่นได้ไม่ลำบากนัก

               ดังนั้น จากจำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ทั้งหมด 2,190 บริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูงกว่า Tier อื่น จากการแข่งขันและการถูกควบรวมกิจการที่น่าจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะหลังจากปี 2570 คือ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ระดับ Tier-2 ซึ่งน่าจะมีอยู่ราว 600 บริษัท โดยในจำนวนนี้เป็นกิจการของคนไทยกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งระดับผลกระทบต่อแต่ละบริษัทจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของบริษัทด้วย อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยส่วนใหญ่ประกอบกิจการอยู่ในกลุ่ม Tier-3 โดยคิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier-3 ที่คาดว่าจะมีอยู่ทั้งหมดกว่า 860 บริษัท ซึ่งผู้ผลิตกลุ่มนี้น่าจะได้รับผลกระทบในวงจำกัด จากความยืดหยุ่นในการปรับตัวไปผลิตในอุตสาหกรรมอื่นดังที่กล่าวข้างต้น

               - ชิ้นส่วนเดิมบางประเภทต้องมีการพัฒนาใช้เทคโนโลยีใหม่รองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งในระยะแรกที่ค่ายรถในไทยมุ่งเน้นการพัฒนารถยนต์ HEV และ PHEV นั้น ชิ้นส่วนที่ควรต้องมีการพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบเบรคแบบ Regenerative Brake ซึ่งช่วยลดการสึกหรอของระบบเบรคลง และทำให้ความต้องการเปลี่ยนผ้าเบรคลดน้อยลง และแบตเตอรี่ประเภท AGM 12V ซึ่งมีคุณสมบัติรับและคายประจุอย่างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบเดิม เป็นต้น ส่วนในระยะถัดไปเมื่อค่ายรถลงทุนผลิตรถยนต์ BEV ในไทย ผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่มตัวถังและช่วงล่างเดิมก็ควรที่จะต้องพัฒนาใช้ชิ้นส่วนที่มีคุณภาพสูง น้ำหนักเบา แต่ทนทานมากขึ้น เพื่อช่วยในการลดน้ำหนักของตัวรถ และทำให้รถยนต์ BEV สามารถวิ่งในระยะที่ไกลขึ้นได้ 

               การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาเทคโนโลยีชิ้นส่วนรถยนต์รองรับรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว แม้จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ICE เดิม จนต้องปรับแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาธุรกิจของตนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับการได้รับผลกระทบของแต่ละชิ้นส่วนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับช่วงระยะเวลาของการเติบโตของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆในประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการควรศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า...ยกระดับสู่การผลิตชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง

               นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ ICE เดิมแล้ว การเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบต่าง ๆ ในไทย โดยเฉพาะรถยนต์ BEV ยังมีผลต่อห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนสำคัญใช้เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า อันเป็นกลุ่มชิ้นส่วนประเภทใหม่ที่เข้ามาสู่ตลาดตามการมาของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นหลักที่สำคัญในตลาด คือ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนในเครือข่ายของค่ายรถตั้งแต่ระดับ Tier-1 ลงไป ที่ได้รับแรงหนุนสำคัญจากเกณฑ์การได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าของบีโอไอ ซึ่งกำหนดให้ค่ายรถต้องลงทุนผลิตชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น

               ทั้งนี้ ในเบื้องต้นพบว่าค่ายรถส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนผลิตแบตเตอรี่ขับเคลื่อนเป็นชิ้นส่วนแรกเพื่อที่จะได้เข้าเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ในชั้นต้น ส่วนชิ้นส่วนสำคัญอื่นนั้น ปัจจุบัน ค่ายรถญี่ปุ่นเลือกที่จะนำเข้าจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่ค่ายรถยุโรปเลือกที่จะใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า เช่น อินเวอร์เตอร์ และตัวชาร์จประจุแบบติดตั้งบนรถยนต์ เป็นต้น จากพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่ลงทุนผลิตชิ้นส่วนสำคัญดังกล่าวในประเทศไทย อย่างไรก็ดี คาดว่า ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ค่ายรถญี่ปุ่นน่าจะเริ่มลงทุนผลิตชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ในไทย โดยเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าและอินเวอร์เตอร์ ในลำดับถัดไป เมื่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีจำนวนมากพอและเกิดการประหยัดเชิงขนาดขึ้น

               อนึ่ง แม้การขยายตัวของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต จะทำให้โอกาสทางธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความต้องการชิ้นส่วนใหม่ๆสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกันทั้งในส่วนของตลาด OEM และตลาดอะไหล่รถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน เมื่อผู้เล่นนอกกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถเข้ามาผลิตชิ้นส่วนแข่งขันในตลาดได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานซึ่งพยายามแสวงหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมจากการลงทุนผลิตแบตเตอรี่เพื่อใช้ในการเก็บพลังงานไฟฟ้า

               ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า สำหรับตลาด OEM ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นอาจมีโอกาสเข้ามาแข่งขันในระดับ Tier-1 กับผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เป็นบริษัทลูกของค่ายรถได้ยาก เพราะต้องสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากค่ายรถก่อน ยกเว้นแต่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้า startup ที่ไม่มีห่วงโซ่อุปทานเดิมและยอมรับกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตชิ้นส่วนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานในระดับ Tier-2 โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เดิมในระดับ Tier-2 ของห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ ICE มักเชี่ยวชาญเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ แต่ยังอาจไม่มีความชำนาญในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับตลาดอะไหล่รถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นมีโอกาสเข้าไปแข่งขันในตลาดนี้ ซึ่งเปิดกว้างมากกว่าตามการเลือกของผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่จะพิจารณาปัจจัยด้านราคาและคุณภาพเป็นหลัก ทำให้การแข่งขันในตลาดอะไหล่รถยนต์ไฟฟ้าน่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

               โดยสรุป สำหรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของการผลิตรถยนต์ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ในระยะแรกจะยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความท้าทายนักต่อธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ แต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่นิ่งนี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมของรถยนต์ ICE ก็จำเป็นจะต้องตื่นตัวในการพัฒนาระดับเทคโนโลยีให้สูงขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีโอกาสปรับตัวไปตามเทคโนโลยีได้ทันนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนญี่ปุ่นที่อยู่ในเครือข่ายธุรกิจของค่ายรถญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้จะมีโอกาสในการทำตลาดใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตอื่นที่พัฒนาไม่ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ย่อมต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นตาม โดยเฉพาะหากต้องต่อสู้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนทุนหนาจากต่างประเทศที่อาจไม่ได้แข่งในเรื่องของเทคโนโลยีชิ้นส่วน แต่แข่งที่เทคโนโลยีการผลิตด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนออกมาได้ในปริมาณมากด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

               นอกจากนี้ ในระยะยาวหากไทยสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้าได้ก่อนประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซีย แล้วสามารถพัฒนาให้เกิด Economies of Scale ได้ จะทำให้ไทยมีโอกาสที่จะกลายมาเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปยังฐานการผลิตอื่นได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรีร่วมกัน แต่ในทางตรงกันข้าม หากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของไทยช้ากว่าการเติบโตของตลาด ทำให้รถยนต์ BEV จากจีนที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าสามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้มาก อาจทำให้เกิดผลเสียต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้


Related News