บทวิเคราะห์
คาดเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยยังไม่สิ้นสุด

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรอประเมินภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในการประชุมนโยบายการเงินรอบสุดท้ายของปี 2562 โดยในการประชุมนโยบายการเงินรอบนี้ เฟดจะเปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ ซึ่งในภาพรวม เฟดน่าจะยังคงมุมมองต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่นในครั้งก่อน ที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2563 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.8-2.1% จะชะลอลงจากปี 2562 เล็กน้อย

             ขณะที่การส่งสัญญาณต่อระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสนับสนุนมุมมองการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในช่วงต้นปี2563 คงเป็นตัวสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่าเป็นไปในทิศทางที่เฟดคาดการณ์หรือไม่ โดยปัจจัยดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในระยะต่อไป

             ท่ามกลางความเสี่ยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ส่งผลให้ตลาดยังมีมุมมองว่า เฟดน่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกในปี 2563

             ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ปี 2563 ยังเผชิญความเสี่ยงสูงโดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนทางด้านการค้าที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคธุรกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่เริ่มเผชิญกับสัญญาณการชะลอลงของคำสั่งซื้อ หากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคลุมเครือและลากยาวออกไป จะเป็นปัจจัยซ้ำเติมต่อภาพการลงทุนของภาคธุรกิจ และอาจส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังตลาดแรงงาน ในขณะเดียวกัน ผลการปรับลดภาษีรายได้ที่สิ้นสุดลงผนวกกับแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ทำให้ราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้นก็อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ 

             ความเสี่ยงจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินสหรัฐฯ ในปี 2563โดยเฉพาะในกรณีที่สหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนได้ และนำไปสู่การยกระดับการจัดเก็บภาษีการค้ารอบใหม่ในวันที่ 15 ธ.ค. 2562 ซึ่งครอบคลุมสินค้าอุปโภคในสัดส่วนที่สูงโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคขั้นปลายที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น

             โดยปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อภาคการบริโภคของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำให้มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่เฟดจะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อลดทอนผลกระทบจากความเสี่ยงของการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หากข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนบานปลายและลากยาวออกไป

             ผลต่อเศรษฐกิจไทยมุมมองของตลาดต่อโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2563 และพัฒนาการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังเผชิญความเสี่ยงในระดับสูง อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯในระยะข้างหน้า และสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


Related News