ข่าวรอบวัน
บล.ไทยพาณิชย์เผย 6 ปัจจัยเขย่าธุรกิจหลักทรัพย์โลก ชี้ทางรอดต้องดันเทคโนโลยี

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) ชี้ธุรกิจหลักทรัพย์โลกเผชิญความท้าทายในการสร้างรายได้ หลังเจอ 6 ปัจจัยสำคัญที่ยากจะหลีกเลี่ยง ระบุบล.ไทยกำลังเจอความท้าทายแบบเดียวกัน จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมประกาศวิชั่น บล.ไทยพาณิชย์สู่กระบวนทัศน์ใหม่ของธุรกิจหลักทรัพย์ (SCBS New Paradigm 2020) ชูแนวคิด “Easy & Smart” สร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอนตั้งแต่เปิดบัญชีจนถึงการซื้อขาย

                 นายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่าภาพรวมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจหลักทรัพย์ประกอบด้วย 

                 1) การแข่งขันที่รุนแรงและการปรับตัวลดลงของค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ร่วมกับสถานการณ์ตลาดทุนที่มีความผันผวนทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายหุ้นลดลง  

                 2) สภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผล (Technology Disruption) ทำให้เกิดผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์มากขึ้น ได้แก่ FinTech, Wealth Tech Players, AI and ROBO Technology Start-up Company  

                 3) การวางแผนเกษียณสุข สืบเนื่องจากจำนวนประชากรสูงวัยที่มีชีวิตยืนยาวมากขึ้น ส่งผลทำให้ต้องการบริหารจัดการความมั่งคั่งเพื่อให้เพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่มีแนวโน้มแก่ก่อนจน  

                 4) การเพิ่มขึ้นของผู้มีอันจะกิน หรือลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีความต้องการบริการด้านการลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (customized and personalized wealth advisory services)   

                 5) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่น Millennials ที่มีความต้องการในการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิตในรูปแบบ Real-time ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smartphone and mobile devices)

                 6) ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอ้างอิงกับพฤติกรรมความต้องการส่วนบุคคล (Need-based Basis) ปัจจัยต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนส่งผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อทิศทางด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่งของผู้ลงทุน

                 ทั้งนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ในประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันกับของภูมิภาคและของโลก และพบว่าภายหลังจากการที่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทและมีการพัฒนามากขึ้นส่งผลให้จำนวนสาขาของบริษัทหลักทรัพย์รวมทั้งอุตสาหกรรมมีการปิดตัวลงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่จำนวนของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์มีการปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความสะดวกในการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และผ่านโครงการสร้างนักลงทุนหน้าใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์หลายที่ร่วมกันผลักดัน อย่างไรก็ตาม พบว่าสัดส่วนของบัญชีที่มีการลงทุนสม่ำเสมอยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำกล่าวคือเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20 ในภาพรวมของทั้งตลาด

                 ส่วนที่มาของรายได้บริษัทหลักทรัพย์ยังคงมาจากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (Brokerage Business) กว่าร้อยละ 55 ส่วนที่เหลือมาจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากบัญชีมาร์จิ้น และอื่นๆ อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคืออัตราค่าธรรมเนียมนายหน้าค้าหลักทรัพย์เฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.09% จากอดีตที่อยู่ที่ระดับ 0.13%

                 นายกัมพล กล่าวว่า บล.ไทยพาณิชย์ตระหนักถึงการเข้ามาแทรกแซงของเทคโนโลยีพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงปรับตัววางกลยุทธ์เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าและสนับสนุนการออมและการลงทุนอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ (SCBS New Paradigm 2020) โดยการเน้นบริการที่สร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอนของการใช้บริการตั้งแต่การเปิดบัญชีจนถึงการซื้อขาย ภายใต้แนวความคิด “Easy & Smart” มุ่งให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า(ผู้ลงทุน) เป็นหลัก (Customers Journey) และเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ได้มีการลงทุนด้านไอทีอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับรากฐานทางเทคโนโลยีขององค์กร โดยมีการพัฒนาระบบลงทุนที่สามารถลงทุนได้ในทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น ตราสารอนุพันธ์, หุ้นต่างประเทศ, กองทุนต่างประเทศ, เงินตราต่างประเทศ, ตราสารอนุพันธ์ที่มีความซับซ้อน และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น Private Equity เป็นต้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์การลงทุนที่ทันสมัยให้กับลูกค้า  รวมถึงวางตัวแอพพลิเคชั่น EASY INVEST ให้เป็นระบบการซื้อขายที่เข้าถึงง่ายตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยในช่วงแรกสามารถซื้อขายกองทุนรวม และตราสารหนี้ ทั้งแบบ DIY และ Automated Service ได้แก่ Robo Advisor บริหารพอร์ตกองทุนรวมอัตโนมัติด้วยสมองกลอัจฉริยะ หรือ AI (Artificial Intelligence) เป็นรายแรกในไทย เพื่อให้ผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้ง่ายขึ้น และกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้รองรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น เช่น กองทุนรวมต่างประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินการสร้างทีม Wealth Research เพื่อให้คำแนะนำด้านการลงทุนที่เป็นประโยชน์ ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกด้วย

                 บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) ยังคงยืนหยัดที่จะพัฒนาการให้บริการเรื่องการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับขึ้นเพื่อสามารถให้คำแนะนำในการวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีในระดับมาตรฐานสากลพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อการเป็นผู้นำในการให้บริการด้านการลงทุน


Related News