วารสารการเงินธนาคาร
Cover Story : 2020 NO Recession

2020 NO Recession

ผู้ว่าการ ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งให้ขยายตัวได้หนุนจีดีพีปี 63 เติบโต 2.8% ย้ำภาคการเงินยังเข้มแข็ง มั่นใจไม่เกิด Recession ขณะที่ความเสี่ยงหลักมาจากเศรษฐกิจและการค้าโลก พร้อมจับตาไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ เกิน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจตกเป็นเป้าหมายกีดกันทางการค้า ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มดีแต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนตลาดทุนพร้อมรักษาสมดุลการเติบโตชู 4 จุดขายตอกย้ำความมั่นใจนักลงทุน

                ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ภาคการเงินและการลงทุนของไทยต้องวางแผนรับมืออย่างเข้มข้น โดย 2 แม่ทัพใหญ่ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร เพื่อเจาะลึกถึงภาพเศรษฐกิจไทยและแผนการขับเคลื่อนตลาดเงินและตลาดทุนในปี 2563 นี้

 

คาดจีดีพีปี 63 โต 2.8%

มั่นใจไม่เกิด Recession

                ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าปี 2562 โดยธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ 2.8% ซึ่งยังเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพของไทย ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมากแต่ยังคงมีปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ได้แก่

                      1. การใช้จ่ายและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ โดยงบประมาณของภาครัฐที่เลื่อนมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 และการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ถูกเลื่อนมาจากปีก่อนจะเริ่มเห็นในปี 2563 ขณะที่การลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC มีทิศทางการขยายตัวที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าในช่วงปีที่ผ่านมา และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับโครงการ EEC ค่อนข้างมากซึ่งหากทำให้เกิดความต่อเนื่องจะส่งผลให้ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติดีขึ้น

                      2. ผลบวกจากสงครามทางการค้า โดยแม้ว่าจะมีแรงกดดันส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศแต่ผลจากสงครามการค้าอาจทำให้มีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่เป็นเป้าหมายทางการค้าที่สำคัญ เช่น การย้ายฐานผลิตจากจีนมาในอาเซียน ตลอดจนการที่ไทยสามารถส่งสินค้าบางรายการตรงไปอเมริกาได้

                       3.ธนาคารกลางทั้งในไทย และต่างประเทศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐฯลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2562 การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป รวมทั้งประเทศไทยที่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึงสองครั้ง ขณะที่มาตรการทางการคลังพยายามออกมากระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นเช่นเดียวกัน

                ดร.วิรไทกล่าวว่า อย่างไรก็ดีระบบการเงินหลักของไทยยังมีความเข้มแข็งและมั่นคง จากการประเมินภาคการเงิน (Financial Sector Assessment Program - FSAP) ของประเทศไทย โดยคณะผู้ประเมินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) พบว่าประเทศไทยได้คะแนนค่อนข้างดี โดยเฉพาะภาคการเงิน

                “เวลามีข่าวคนมักจะคิดว่าเศรษฐกิจจะเกิดวิกฤติจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession แต่ธปท.มองว่า แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมากแต่ก็ยังคงขยายตัวได้ และภาคการเงินของไทยมีความเข้มแข็ง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะไม่เกิด Recession อย่างแน่นอน”

 

เศรษฐกิจ-การค้าโลก

ความเสี่ยงหลักของไทย

                ดร.วิรไท เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มาจากเศรษฐกิจและการค้าโลกเป็นหลัก เนื่องจากไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจแบบเปิดจึงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมากโดยความเสี่ยงที่สำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

                      1. ผลจากภาวะจากการค้าโลกและมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยรวมถึงประเทศไทย

                      2. การเมืองภายในประเทศของแต่ละประเทศ โดยปัจจุบันมีการประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกพร้อมกัน ซึ่งส่วนมากเป็นประเด็นที่มาจากชนชั้นกลาง กระจายรายได้ และความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและ 3.การเกินดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2562 ถึงเดือนกันยายน 2562 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ จำนวน 14,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2563 อาจเป็นครั้งแรกที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯมากกว่า20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าการกีดกันทางการค้าในอนาคต

 

 

ค่าเงินยังมีแนวโน้มผันผวน

ธปท.พร้อมติดตามใกล้ชิด

                ด้านสถานการณ์ค่าเงินบาท ดร.วิรไทเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในปี 2563 มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น โดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก เช่น การเจรจาสงครามการค้าที่มีผลกับค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับทุกสกุล ขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละสกุลเงินต่างกัน ประเทศที่เป็นเป้าสงครามทางการค้าอาจจะมีผลต่อค่าเงินที่จะถูกกระทบ

                “ธปท. ไมได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทและกังวลเรื่องนี้มาก โดยหากดูรายงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเห็นว่าได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมีการติดตามอย่างใกล้ชิด มีมาตรการออกมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี”

                สำหรับมาตรการดูแลค่าเงินบาทมี 2 กลุ่มคือ มาตรการทางการเงินและมาตรการเชิงโครงสร้าง โดยมาตรการทางการเงินที่ ธปท.ใช้ในการดูแลค่าเงินบาท ดังนี้

                      1. การดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปโดยเข้าไปซื้อเงินสกุลดอลลาร์จากตลาด ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้น 17,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามต้องระมัดระวังการถูกมองว่า ธปท.เข้าไปบิดเบือนค่าเงินหรือแทรกแซงค่าเงินจนเกินพอดี

                       2. ปรับหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ในส่วนของยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-Resident : NR) ทั้ง Non-Resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-Resident Baht Account (NRBA) ให้เข้มขึ้น

                       3. ยกเว้นการนำเงินรายได้จากการส่งออกกลับประเทศโดยอนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อใบขน สามารถฝากเงินไว้ในต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา ทั้งนี้ในปี 2561 รายได้รวมจากการส่งออกที่ต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อใบขน มีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าของการส่งออกทั้งหมด

                นอกจากนี้หากผู้ส่งออกมีรายได้สูงกว่าวงเงินข้างต้น ยังสามารถนำไปหักกลบกับรายจ่ายในต่างประเทศได้ ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศโดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงขึ้นทะเบียนกับ ธปท. และยื่นเอกสารหลักฐานกับธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ภายในไตรมาสหนึ่งปีหน้าจะขยายเป็น 1 ล้านดอลลาร์ต่อใบขน ซึ่งจะครอบคลุม 80% ของการส่งออก

                       4. เปิดเสรีให้นักลงทุนรายย่อยสามารถออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เอง ในวงเงิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางในประเทศ หรือต้องมีสินทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด

                รวมถึงเพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการออกไปลงทุนในต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความสะดวกมากขึ้น

                       5. การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ค่อนข้างต่ำทำให้ไม่เป็นการจูงใจให้นำเงินเข้ามาพักเพื่อเก็งกำไร

                ดร.วิรไทเปิดเผยว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่ายังมีประเด็นเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องมานานและเกินดุลในปริมาณมากซึ่งต้องอาศัยมาตรการเชิงโครงสร้างในการดูแล เช่น

                        1. เพิ่มการลงทุนของไทยที่อยู่ระดับค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ยังสามารถลงทุนได้อีกมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับ Mega Projectที่ต้องเร่งลงทุนให้มากขึ้น

                        2. ขับเคลื่อนระบบนิเวศสำหรับ Digital Economy โดยประเทศไทยยังสามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับ Digital Economy ได้ ซึ่งหากภาครัฐขับเคลื่อน Digital Economy อย่างจริงจัง จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Economy เพิ่มขึ้น

                 “Digital Economy ของไทยขับเคลื่อนได้ช้า อาจเป็นเพราะรัฐมักจะทำเอง แทนที่จะยอมให้อำนาจภาคเอกชนเป็นคนทำ แล้วรัฐคอยช่วยสนับสนุน หากแก้กฎเกณฑ์ให้เอกชนสามารถทำได้ จะสร้างพลังทำให้เกิดการลงทุนได้อีกมาก และจะเพิ่มผลิตภาพเพิ่มแพลตฟอร์มใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้อีก”

                2. เพิ่มศักยภาพด้านการบริการสมัยใหม่ ซึ่งในหลายประเทศภาคบริการสมัยใหม่ที่อิงกับระบบดิจิทัลขยายตัวได้ดีมาก และทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจุบันการบริการของไทยยังเป็นการบริการแบบเดิม อย่างไรก็ตามไทยมีฐานบริการสมัยใหม่ที่สามารถขยายได้ เช่นMedical Tourismหากสามารถปรับเปลี่ยนการบริการเป็นรูปแบบสมัยใหม่ได้จะทำให้การจ้างงานของไทยขยายตัวได้อีกนอกจากนี้ ภาคบริการยังมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ไม่เปิดเสรี ทำให้มีการลงทุนในภาคการบริการน้อยกว่าที่ควร ดังนั้นต้องเปิดเสรีภาคบริการให้มากขึ้นซึ่งจะมีช่วยเรื่องการลงทุนให้เพิ่มขึ้น

                3. สร้างกลไกแก้ไขการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดโดยในหลายประเทศมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลไกของการรีไซเคิลเงินที่ได้จากการเกินดุลออกไปลงทุนต่างประเทศได้ดีสิ่งที่เห็นได้ชัดคือกองทุนที่บริหารจัดการเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นแนวทางแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดการลงทุนระยะยาวที่ภาครัฐควรจะดำเนินการให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

                “คนไทยต้องการความยั่งยืนทางการเงิน เนื่องจากกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องได้รับการปฏิรูป วันนี้ยังมีคนเข้าถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพน้อยมาก แต่ปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวให้กับคนไทย”

                4. เร่งการปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐปัจจุบันกฎเกณฑ์ภาครัฐของไทยส่วนใหญ่ไม่ทันกับโครงสร้างธุรกิจสมัยใหม่ซึ่งเป็นปัญหาทำให้คนปรับตัวช้าและเป็นต้นทุนแฝง หากสามารถปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐให้ทันสมัย จะมีส่วนช่วยในเรื่องการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย

                “หากพูดถึงค่าเงินบาทก็เป็นเหมือนอาการไข้ เราอาจคิดว่าให้ยาพาราหรือมาตรการทางการเงิน กินไปเรื่อยๆ จะทำให้หายไข้ แต่ความจริงลืมไปว่าอาจมีสาเหตุของการเป็นไข้ที่แรงกว่า เพราะฉะนั้นต้องสร้างสมดุลระหว่างมาตรการทางการเงินที่อาจให้ไข้ลดลง กับมาตรการเชิงโครสร้างระยะยาวที่ลดอาการอักเสบ เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน”

 

เจาะปัญหาเชิงโครงสร้าง

มีทั้งความเสี่ยงและโอกาส

                ดร.วิรไทเปิดเผยว่า นอกจากภาวะเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากวัฏจักรทางเศรษฐกิจในช่วงสั้นแล้ว ยังมีประเด็นที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในระยะยาวที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

                โดยปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทยได้แก่ ความเท่าเทียมกันในการแข่งขันระหว่างเอสเอ็มอีกับธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเอสเอ็มอีถูกกระทบมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะธุรกิจขนาดใหญ่มีความได้เปรียบในการขยายสัดส่วนการตลาด เพราะหาทางรุกตลาดได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเอสเอ็มอี ดังนั้นความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี และความเท่าเทียมกันในการแข่งขันระหว่างเอสเอ็มอีกับธุรกิจขนาดใหญ่จึงเป็นเรื่องสำคัญ

                นอกจากนี้ ยังมีปัญหา การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยจะเห็นได้ว่ายอดขายในบางธุรกิจไม่ดีนักซึ่งอาจมาจากการไม่ปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะเดียวกันร้านค้าที่เชื่อมโยงเข้ากับแพลตฟอร์ม Food Delivery สามารถเพิ่มยอดขายมากขึ้นกว่าเดิม ที่เป็นเช่นนี้เพราะปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนมาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้อำนาจซื้อเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น

                ดร.วิรไทกล่าวว่า โครงสร้างการจ้างงานที่เปลี่ยนไป เป็นอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย โดยแม้ว่าตัวเลขการว่างงานของคนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่ในช่วงที่ผ่านมาการจ้างงานล่วงเวลา หรือ Over Time ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบกับอำนาจซื้อของคนไทย

                โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ได้มีการพูดถึงประเด็นโครงสร้างในตลาดแรงงาน โดยการส่งออกที่ชะลอตัวลงทำให้ส่งผลต่อจากจ้างงาน ทำให้มีการลดเงินส่วน Over Time ส่งผลให้รายได้ของแรงงานบางส่วนลดลง รวมถึงอาจมีแรงงานบางส่วนที่ออกจากตลาดแรงงาน ซึ่งธปท. จะติดตามสถานการณ์ในตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดต่อไป

                นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรไทยที่เป็นวัยแรงงานเริ่มลดลงและผลิตภาพแรงงานยังไม่ได้พัฒนาเท่าทันธุรกิจที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงนำกระบวนการ Automation หรือนำเครื่องจักรกลมาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนถูกลงและมีความแม่นยำ ทั้งนี้โจทย์ใหญ่สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้างคือต้องรักษาความสามารถของผลิตภาพของแรงงานให้มี Productivity เพิ่มเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อจะทำให้รายได้ครัวเรือนไม่ถูกกระทบ

                ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวอาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย แต่อีกด้านก็เป็นโอกาสเช่นกัน โดยโอกาสที่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเรื่องสังคมผู้สูงอายุ เป็นโอกาสสำหรับตลาดสินค้าผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสำหรับผู้สูงอายุ อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากในประเทศไทย นอกจากนี้ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุก่อนประเทศอื่นในภูมิภาค ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ก่อนและเจาะตลาดในภูมิภาคได้

                รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงจากสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบกับหลายประเทศที่สามารถเพาะปลูกได้โดยทำให้ผลิตภาพมีปัญหา แต่จะเป็นโอกาสของประเทศไทยเนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรได้เกินกว่าการบริโภคในประเทศ

 

 

 

เดินหน้าขับเคลื่อนตลาดทุน

พร้อมรักษาสมดุลการเติบโต

                อีกฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างภาคตลาดทุน ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงแผนกลยุทธ์การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในด้านการขยายฐานนักลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามรักษาสมดุลในการเติบโตของนักลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนบุคคล นักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างชาติ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยที่มีความหลากหลายของนักลงทุน เนื่องจากมุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นจะไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ ทำให้ไม่มีนักลงทุนประเภทใดประเภทหนึ่งที่ชี้นำตลาด

                โดยแนวทางการสร้างความสมดุลของกลุ่มนักลงทุนในตลาดหุ้น สำหรับกลุ่มนักลงทุนบุคคล หรือรายย่อย ปัจจุบันสามารถสร้างฐานนักลงทุนหน้าใหม่ได้ปีละ 1-1.2 แสนบัญชี และจะเดินหน้าส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยเข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการออมเงินมากขึ้น

                “ปัจจุบันจำนวนบัญชีการซื้อขายหลักทรัพย์มีประมาณ 1.7 ล้านบัญชี กองทุนรวมประมาณ 5 ล้านบัญชี ซึ่งทั้ง 2 ส่วน ก็ยังถือว่าค่อนข้างน้อย การจะสร้างฐานนักลงทุนให้กว้างขึ้นในอนาคตมองว่า กองทุนรวมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าใจตลาดทุนได้ง่ายขึ้น จึงต้องพัฒนาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงกองทุนรวมได้อย่างสะดวก ซึ่งปัจจุบันหลายบลจ.เสนอขายกองทุนรวมโดยไม่กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำแล้ว และเพื่อให้ บลจ.สามารถขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ได้ง่ายขึ้นได้พัฒนาระบบการเปิดบัญชีออนไลน์ เพื่อให้กระบวนการลงทุนทำได้ง่ายและมีต้นทุนถูกลงโดยยังคงอยู่ภายใต้กรอบของเกณฑ์การกำกับดูแล”

                อีกทั้งยังมีแพลตฟอร์ม Fund Connextสำหรับซื้อขายกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชั่น Streaming for Fund เพื่ออำนวยความสะดวก สำหรับ Selling Agent หรือตัวแทนขายรายใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากบลจ.ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 20 แห่ง เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง รวมถึงพัฒนาระบบ e-KYC และให้นักลงทุนสามารถทำแบบประเมินความเสี่ยง หรือ Suitability Test ออนไลน์ได้ ไปจนถึงระบบการโอนเงิน และ NDID ของภาครัฐ ซึ่งช่องทางเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างฐานนักลงทุนหน้าใหม่

                ดร.ภากรกล่าวว่า ปัจจุบันผู้ที่ใช้ตลาดทุนในการออมยังมีไม่ถึง 10 ล้านบัญชี ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ตั้งเป้าหมายในอนาคตที่ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ที่จะมาใช้ตลาดทุนให้มากถึง 20 ล้านบัญชีไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้น กองทุนรวม และประกันที่มีหน่วยลงทุน ซึ่งการขยายฐานบัญชีผู้ใช้เติบโตเป็น 2 เท่าตัว จะต้องใช้แนวทางใหม่ๆ ทั้งช่องทางดิจิทัลและการจับมือกับพันธมิตร (Partnership) ที่เป็นสื่อและองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศเพื่อทำงานร่วมกัน

                ทั้งนี้ สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการขยายฐานนักลงทุนคือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้พันธมิตรสามารถต่อเชื่อมข้อมูลได้สะดวกและนำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็วซึ่งการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานจะขยายให้สามารถรองรับผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งการลงทุนในประเทศและต่างประเทศโดยการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว บางส่วนจะเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อ หรือ Plug-in จากพันธมิตรที่มีศักยภาพ

                นอกจากนี้ด้วยสภาพตลาดทุนทั่วโลกที่มีความผันผวนสูงขึ้น การกระจายการลงทุน (Diversified) หรือกระจายความเสี่ยงจึงมีความสำคัญ ซึ่งการกระจายลงทุนไปต่างประเทศควรเป็นการลงทุนผ่านบริการของ บล.และบลจ.ไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งพัฒนาเชื่อมต่อบริการเพื่อทำให้ตลาดทุนไทยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นสากลและมีรูปแบบที่หลากหลาย โดยอาศัยแพลตฟอร์มในแบบ Multi-Currencies, Multi-Product

 

หนุน SMEs - Startup ใช้ตลาดทุน

เชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ

                ส่วนแผนกลยุทธ์ในด้านผู้ระดมทุน หรือบริษัทจดทะเบียนที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดร.ภากรกล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่และเป็นบริษัทที่มีคุณภาพดี สามารถระดมทุนจากภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว โจทย์ต่อไปของตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเป็นการสนับสนุนผู้ระดมทุนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ โดยสร้างแนวทางให้เอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพมีโอกาสได้ใช้ตลาดทุน

                “แม้ว่าโดยทั่วไปแหล่งทุนลำดับแรกของเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน แต่เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ๆ Cloud Funding Platform จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนา LIVE Platform เพื่อเป็นช่องทางให้เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนในการระดมทุน และเป็นแหล่งทุนอีกหนึ่งทางเลือกเสริมจากการใช้เงินกู้ยืม”

                โดยโจทย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ การทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพที่มีจำนวนมากได้รับประโยชน์จากตลาดทุน เช่น สร้างแพลตฟอร์มให้สตาร์ตอัพมีโอกาสได้แสดงผลงานของตนเอง และส่งเสริมให้มีฐานนักลงทุนที่มีศักยภาพในการลงทุนมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะใช้รูปแบบของกองทุนรวมในการลงทุนธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ โดยมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่เหมือน Private Equity ทั้งนี้ โจทย์ของธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพจะต้องแก้ไขทีละขั้นตอน เช่น หากจะให้กองทุนรวมเข้ามาซื้อก็ต้องมีการแก้เกณฑ์ต่างๆ นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนก็ควรจะเป็น Accredited Investor เป็นต้น

                นอกจากการระดมทุนของบริษัทในประเทศแล้ว การเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียนและกลุ่มประเทศ CLMV ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกับตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาคเพื่อหาแนวทางที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์รวมถึงการปรับแก้กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

                โดยในการจดทะเบียนหลักทรัพย์ข้ามตลาด (Cross Listing) และการเสนอขายหุ้นของบริษัทต่างประเทศที่ไม่มีหุ้นเป็นหลักทรัพย์ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Primary Listing) จะต้องวางแผนการพัฒนาร่วมกันระหว่างตลาดทุนไทยกับตลาดทุนในภูมิภาค เพราะหากเราเชิญบริษัทต่างประเทศมาระดมทุนในไทยโดยตรง ตลาดหุ้นของประเทศนั้นก็จะไม่มีสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เราจึงพยายามหาแนวทางเพื่อให้ทั้ง 2 ตลาดเติบโตไปพร้อมกัน

 

ดูแลทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ส่งเสริมความยั่งยืนระยะยาว

                อีกหนึ่งส่วนสำคัญในตลาดทุนคือ Stakeholder หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอนาคตตลาดทุน ซึ่งการเติบโตต้องทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาให้ตลาดเติบโตตลาดหลักทรัพย์ฯจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับ Stakeholder ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน นักลงทุน ผู้ประกอบการธุรกิจตัวกลาง ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน ผู้ให้บริการรับฝากหลักทรัพย์และธนาคารที่เป็นตัวแทนการรับหรือโอนเงิน

                โดยตัวอย่างการดูแล Stakeholder เช่น ในกลุ่มบริษัทหลายแห่งที่ทำเรื่อง ESG ได้ดี ซึ่งอาศัยการลงทุนลงแรงเพื่อพัฒนาระบบการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล สิ่งที่จะทำให้ บจ.ได้ประโยชน์ คือ การส่งเสริมให้ข้อมูลเหล่านี้ออกสู่วงกว้าง สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์หรือวัดผลต่อได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกลับเข้ามาลงทุนโดยให้พรีเมี่ยมกับบริษัทเหล่านี้ หรือกลุ่มนักลงทุนที่มีนโยบายลงทุนใน ESG ควรจะพิจารณาหุ้นเข้าไปอยู่ใน Universe รวมถึงการช่วยให้บริษัทสามารถระดมทุนได้ง่ายขึ้นด้วย

                “ESG เป็นสิ่งที่วัดผลได้และบริษัทควรจะได้ประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจที่มุ่งความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต.ในการช่วยพัฒนาต่อยอดและผลักดันแนวคิดการส่งเสริมเรื่อง ESG ให้เกิดผลที่ดีที่สุด”

                ทางด้านความพร้อมของ Stakeholderในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปก็เป็นประเด็นที่มีความท้าทาย เพราะบางส่วนอาจจะมองว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันดีอยู่แล้ว บางส่วนก็ตื่นตัวกับกระแส Disruption และปรับตัวได้ค่อนข้างเร็วกว่าคนอื่น

                อย่างไรก็ตามการปรับตัวอย่างรวดเร็วก็มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เนื่องจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่เรียกว่า VUCA คือ Volatility,Uncertainty, Complexity, Ambiguity ดังนั้นจำเป็นต้องมีวิธีการบริหารความเสี่ยงในเชิงรุก ทั้งการกระจายความเสี่ยง การเลือกรับความเสี่ยงหรือรู้ว่าควรปิดความเสี่ยงตรงจุดใดและเปิดความเสี่ยงตรงจุดใดอย่างที่สาม และต้องมีการทำประกันหรือการป้องกันเพื่อปิดความเสี่ยงที่เหมาะสม ทั้ง 3 ประการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในเรื่องการลงทุนของทั้งบจ.และนักลงทุน โดยเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนและเครื่องมือระดมทุนที่เหมาะสม

                “ในตลาดทุนที่สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความซับซ้อน ความผันผวนและมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น Stakeholder ในตลาดทุนควรจะมีทางเลือกที่หลากหลายเพื่อนำไปใช้วางกลยุทธ์การลงทุนและกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

                ดร.ภากรกล่าวว่าการสร้างความยั่งยืนไม่ใช่การทำเป็นโครงการ แต่ต้องเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA ขององค์กร ซึ่งแผนกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ การดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับ ESG และเป็นสิ่งที่อยู่ในทุกกระบวนการของเรา เพราะการจะสามารถอยู่รอดต่อไปในอนาคตได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องมีทั้งการกระจายความเสี่ยงมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล เพราะหากขาดประเด็นเหล่านี้ไปองค์กรก็ไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้

 

ชู 4 จุดขายตลาดหุ้นไทย

ตอกย้ำความมั่นใจนักลงทุน

                เมื่อถามถึงความน่าสนใจหรือจุดขายของตลาดหุ้นไทย ดร.ภากรกล่าวว่า จุดเด่นด้าน Well-Being สามารถเป็นจุดขายของหุ้นไทยได้ในระยะยาว ซึ่งหากย้อนกลับไปพิจารณาข้อมูลตั้งแต่อดีต จะพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาโดยตลอดและยังไม่มีใครเทียบได้ คือ อุตสาหกรรมบริการ ซึ่งเป็นเรื่องของ Well-Being เพราะประเทศไทยมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม และตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับการขนส่ง รวมถึงการมีธุรกิจเฮลธ์แคร์ที่มีศักยภาพสูง ดังนั้น Well Being จึงเป็นจุดขายที่ชัดเจนของประเทศ และสามารถสร้าง Value Added ได้มาก ซึ่งเป็นจุดขายที่ในอนาคตจะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

                ประเด็นถัดมาที่ประเทศไทยมีศักยภาพระดับโลก คือ ESG โดย บจ.ไทยหลายบริษัทติดอันโลกในเรื่องความยั่งยืนจากการได้รับเข้าไปอยู่ในดัชนีระดับสากล ซึ่งในอนาคตก็ต้องส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสเข้ามาร่วมสร้างความยั่งยืนด้วยเช่นกัน

                นอกจากนี้ในอนาคตไทยจะต้องอยู่ในสายตาของทุกองค์กรที่วัดผลเรื่อง ESG และต้องเตรียมข้อมูลที่พร้อมให้ทุกคนสามารถนำไปวิเคราะห์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทจดทะเบียน โดยมีแผนที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มการรายงานข้อมูลที่นำไปใช้อย่างสะดวกสำหรับ Credit Agency ที่จะนำข้อมูล ESG ไปใช้วิเคราะห์และประเมินผล

                อีกเรื่องที่เป็นจุดขายของตลาดหุ้นไทย คือ การเชื่อมโยงตลาด CLMV ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว บจ.ไทยหลายแห่งได้ขยายการลงทุนทำธุรกิจและมีรายได้มาจากกลุ่มประเทศ CLMV รวมถึงเป็นประเทศที่กำลังมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำให้มีความต้องการใช้ Infrastructure Fund หรือ Infrastructure Trust ซึ่งประเทศไทยมีการระดมทุนในลักษณะนี้แล้วก็ต้องกลับมาหาแนวทางว่าจะสนับสนุนการระดมทุนของตลาดในภูมิภาคได้อย่างไร ดังนั้นแม้ประเทศไทยจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับไม่สูงมากแต่เรามีการเชื่อมโยงกับทั้งภูมิภาค

                โดยภาพรวมทั้ง 4 Theme ได้แก่ Well Being, Infrastructure, ESG, CLMV เป็นจุดขายของตลาดทุนไทยได้ เพราะถือเป็นความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยที่มีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการนำเสนอจุดขายไม่ใช่เรื่องของตัวสินค้า แต่เป็นประเด็นด้าน Sentiment หรืออารมณ์ตลาดมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ในช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสในการเตรียมข้อมูลการลงทุนไว้ให้พร้อมสำหรับการโรดโชว์และการเผยแพร่บทวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ Sentiment พลิกกลับมาก็จะมีความพร้อมในการออกไปนำเสนอข้อมูลเพื่อให้นักลงทุนนำไปใช้วิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว

 

ปี 63 ความไม่แน่นอนคลี่คลาย

ชี้ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานดี

                สำหรับมุมมองต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย ดร.ภากรกล่าวว่า ในปี 2563 ระดับของ Risk Aversion หรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มีอยู่ในระดับค่อนข้างสูงมาก ทำให้นักลงทุนโยกย้ายการลงทุนกลับไปยังตลาดที่มีระดับความเสี่ยงต่ำกว่า แต่มีข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ขณะที่ตลาดทุนไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่กลับเป็น Safe Heaven ในแง่ของค่าเงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างขัดแย้งกันพอสมควร เพราะในภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี ทำให้เป็นไปได้ยากมากที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่า

แต่ขณะเดียวกันไทยก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การค้าโลกในเรื่อง Trade War ค่อนข้างมาก ประเด็นเหล่านี้จึงทำให้ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทั้งสองด้าน

                “ในปี 2019 มีประเด็นความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อ Sentiment ทั้งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและจีน ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED นโยบายการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) ทั้งในตะวันออกกลาง อังกฤษ และในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แนวโน้มของปี 2020 มองว่าปัจจัยความไม่แน่นอนน่าจะเริ่มคลี่คลาย ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และน่าจะทำให้ Sentiment ของนักลงทุนผ่อนคลายลง และกลับมาให้น้ำหนักในการพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น”

                นอกจากนี้ทิศทางของค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งน่ามาอย่างต่อเนื่องก็ไม่น่าจะแข็งค่าไปมากกว่าระดับปัจจุบันแล้ว โดยภาพรวมตลาดทุนจึงมีแรงกดดันหรือผลกระทบน้อยลง”

                ทั้งนี้ จากการศึกษาดัชนีในอดีตพบว่า กรอบการแกว่งตัวของดัชนีหุ้นไทยในแต่ละปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300-350 จุด แต่ที่น่าสนใจคือ ในระยะหลังมีกรอบการแกว่งตัวที่แคบลงเหลือประมาณ 200-250 จุด ทั้งที่ระดับดัชนีหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ Overshoot มีน้อยลง แต่ความผันผวนมีมากขึ้น

                ดร.ภากรกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในระดับมหภาคของประเทศไทยไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล และหากบริษัทจดทะเบียนยังมีความสามารถในการทำกำไรและสามารถรักษาศักยภาพในการเติบโตได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาและมั่นใจได้ว่าตลาดทุนจะเป็นแหล่งลงทุนระยะยาวได้ดีที่สุด

                “ถ้าจะให้นิยามตลาดหุ้นในปี 2563 สรุปได้เป็นคำนี้ว่า “Cautiously Optimistic” คือตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังต้องระมัดระวังในการลงทุน”

 


Related News