ข่าวรอบวัน
นักวิเคราะห์ KTZ คาด ดัชนีหุ้นไทยปีนี้ดีสุดในไตรมาส 1/63

สรุปภาพรวมและประเด็นสำคัญในการลงทุน จากเวทีงานสัมมนา “Investment Outlook 1Q20 : น้ำขึ้นให้รีบตัก ลงทุนหุ้นปันผลสูงก่อนตลาดจะวาย” นักวิเคราะห์บล.กรุงไทย ซีมิโก้ หรือ KTZ (เดิมชื่อ บล.เคที ซีมิโก้) มองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยไตรมาสแรกปีนี้ จะปรับสูงขึ้น โดยมีแนวรับ 1,550/1,500 จุด และแนวต้าน 1,620/1,660 จุด คาดว่าจะไตรมาส 1/2563 จะเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปี พร้อมแนะลงทุนหุ้นปันผลสูงและมีประเด็นเฉพาะ

                 นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงไทย ซีมิโก้ หรือ KTZ (เดิมชื่อ บล.เคที ซีมิโก้) กล่าวว่า ดัชนี SET จะปรับตัวดีสุดในช่วงไตรมาส 1/2563 เนื่องจากเป็นช่วงที่มีข่าวดีทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ได้แก่ ความสำเร็จของการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) การบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 และเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปีด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 4% และประมาณการเติบโตของกำไรบจ. ในปีนั้นๆ สูงที่สุดของปี

                 ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยเสี่ยงจากตัวเลขเศรษฐกิจและผลกำไรบจ.ที่แย่กว่าคาดการณ์ และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ปรับสูงขึ้นหากหลายปัจจัยโลกไม่คลี่คลายในทางที่ดี ฯลฯ ทั้งนี้ แนะนำให้ติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งในสหรัฐฯ หากนาง Elizabeth Warren ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต เพื่อชิงกับประธานาธิบดีทรัมป์ของพรรครีพับลิกัน จะมีความเสี่ยงเชิงลบต่อตลาด

                 “มองว่าดัชนี SET จะปรับตัวสูงขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ 1,620/1,660 จุด แนวรับอยู่ที่ 1,550/1,500 จุด อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่มีปันผลสูงและให้อัตราผลตอบแทนมากกว่า 4% ได้แก่ LH TCAP TISCO JASIF DIF และหุ้นที่มีประเด็นเฉพาะ ได้แก่ BBL CPF CK BCH”

                 ด้านมุมมองการลงทุนทางเทคนิคคอล นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงไทย ซีมิโก้ กล่าวว่า ดัชนี SET ในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways Down หลังจากขึ้นไปที่ 1,852.51 จุด ซึ่งดัชนีอยู่ในทิศทางดังกล่าวมาตลอด 2 ปี โดยมีแนวรับ 1,468 จุด และแนวต้าน 1,710 จุด การฟื้นตัวของดัชนีที่จะกลับขึ้นไปหาแนวต้านใหญ่นั้น ดัชนีจะต้องสามารถผ่านแนวต้าน 1/3 ของ Fibonacci ที่ 1,651 จุดให้ได้ก่อน ส่วนการปรับตัวลงนั้น ก็ไม่ได้มองว่าดัชนีจะไหลลงไปแบบรวดเดียว และจะมีรีบาวด์สลับเข้ามาเป็นช่วงๆ เพราะดัชนีได้มีแนวรับหนาแน่นเช่นกัน ไล่เรียงตั้งแต่แนวรับ 1,546 จุด, แนวรับเส้น EMA 75 เดือนที่ 1,522 จุด

                 อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มในระยะสั้นนั้น ดัชนียังมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,605 จุด ถ้าผ่านจุดนี้สำเร็จ จะเร่งให้ดัชนีขยับขึ้นมาที่ 1,620 – 1,643 จุด ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ดัชนีมีการฟื้นตัวจริงจังตามมาได้ ขณะที่ดัชนีจะมีแนวรับย่อยที่ 1,580 และ 1,565 จุด กลยุทธ์การลงทุน เน้นไปที่ ลงซื้อ ขึ้นขาย

                 ส่วนการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ นายภมร สุวรรณสาครกุล ผู้อำนวยการฝ่าย บล.กรุงไทย ซีมิโก้ ได้แนะนำซื้อ Call Options เพื่อลุ้นทำกำไรภายในเดือนมกราคม หากอิงจากสถิติ SET จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกในเดือนมกราคมในช่วง 5 ปีทีผ่านมาเฉลี่ย +3.6% แต่การเก็งกำไรด้วย SET50 ฟิวเจอร์ส อาจมีความเสี่ยงในการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin call) หากดัชนีเคลื่อนไหวผิดทาง ดังนั้นสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้และมีการจัดสรรเงินลงทุนออกมาเพื่อ Long Options (ไม่มีความเสี่ยงถูก Margin Call) สามารถทำกำไรเมื่อดัชนีปรับตัวเข้าโซน 1100 จุด

                 ส่วนยอดซื้อขายต่างชาติบน SET50 ฟิวเจอร์ส มีนัยต่อทิศทางตลาด ซึ่งตัวเลขซื้อขายสุทธิบน SET50 ฟิวเจอร์ส ของต่างชาติจะมีผลต่อการปรับตัวของ SET50 ในวันถัดมา จากการ Back test 19 ครั้ง (2013 - 2019) พบว่าหากต่างชาติ Short สุทธิตั้งแต่ 2 หมื่นสัญญาขึ้นไป ในวันถัดมา (T+1) SET50 มีโอกาส 68% ที่จะปรับลดลงเฉลี่ย 7 จุด (Max -19 จุด)

                 และสำหรับหุ้นอ้างอิงที่มีโอกาสถูก List เข้าเทรดบนกระดาน Stock futures ในปี 2563 ได้แก่ AWC OSP TOA และ M ซึ่งถือเป็นหุ้นที่มี Market Cap. สูงกว่า 6 หมื่นล้านบาท มีสภาพคล่องสูง และมีความผันผวน อย่างไรก็ดี TFEX นั้นไม่ได้มีเกณฑ์ชัดเจนเกี่ยวกับเวลาและเงื่อนไขในการคัดเลือก


Related News